หลังจากเอ็นทรี่ ไม่มีสมาชิกExteenที่พูดความจริงเลยซักคน กลายเป็นบทความลูบเป้า ล่อคนเข้ามาอ่านซะกระจาย แต่กลับกลายเป็นว่า นั่นคือความผิดพลาดหยั่งแรงของผม นั่นก็เพราะผมไม่ได้เขียนบทความอธิบายพื้นฐานของตรรกแสดดดไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้หลายๆคนที่เข้ามาเห็นงูเลื้อยตามกัน ๒ ตัว กลายเป็น ง ง = งง

ก็ต้องขออภัยมณี สินสมุทร สุดสาคร ม้านิลมังกร พระเจ้าตา และนางเงือก มา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ ที่ทำให้รู้สึกว่าอ่านบทความไม่สนุก

เพื่อเป็นการแก้ตัว แก้ผ้า วันนี้ผมจะขออธิบายว่า "ตรรกแสดดด มันคือแป๊ะซะอะไร" ก่อนอื่นอยากให้ทำใจให้สบายๆ คณิตแสดดด ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว มันไม่ใช่ยักษ์ที่จะงับคอเราหรอกครับท่าน เอาเป็นว่า กำลังอ่านสูตรเกมส์อยู่ละกัน

ตรรกแสดดด มันคือแป๊ะซะอะไรมิทราบ?!

ผมได้อะธิบายในเอ็นทรี่ ไม่มีสมาชิกExteenที่พูดความจริงเลยซักคน ไปแล้วว่า ตรรกศาสตร์เป็นคณิตศาสตร์ที่ว่าด้วยหลักการให้เหตุผล เพื่อแยกแยะข้อความที่เป็นจริงและเป็นเท็จ โดยมีรูปแบบมาตรฐานที่แน่นอน

ตรรกแสดดด ทำแป๊ะซะอะไรได้มั่ง?!

โอเค อันนี้ผมคิดว่ามันสำคัญสำหรับหลายๆคน เพราะถ้ายังไม่เห็นว่ามันมีประโยชน์ ก็คงไม่รู้ว่าจะสนใจมันไปทำกรวยไตอะไรมิทราบชิมิ ... อย่างที่บอกไว้ในความหมายของตรรกแสดดดนั่นแหละครับ ประโยชน์ของมัน มันช่วยในการตัดสินใจ ว่าอะไรที่มันสมเหตุสมผล โอเค หลายคนอาจบอกว่า แม่ค้าขายไข่ปิ้งไม่เห็นต้องรู้จักตรรกศาสตร์ก็ยังทำมาหากินตามประสาไก่เอยได้เลย คำตอบก็คือ ผิดแล้วครับ เพราะสมองมนุษย์จะแบ่งออกเป็นส่วนที่ใช้สำหรับการคำนวณ บวก ลบ คูณ หาร อีกส่วนนึงจะเป็นส่วนที่ใช้สำหรับการให้เหตุผลหรือตรรกะ แม่ค้าขายไข่ปิ้งรู้ว่าวันนี้ขายได้เท่าไหร่ ขาดทุน หรือกำไร จากส่วนการคำนวณ แต่แม่ค้าขายไข่ปิ้ง รู้ว่า ถ้าขายดี ควรทำไข่ปิ้งเยอะๆ อันนี้มาจากสมองส่วนการให้เหตุผลของแม่ค้าขายไข่ปิ้งคนนั้นครับ

ในเชิงธุรกิจ ถ้าเป็นการตัดสินใจที่ซับซ้อน บางบริษัทจะมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยในการตัดสินใจ โดยจะรวบรวมข้อมูลจากภาวะแวดล้อมและสถิติ โดยมีผู้อยู่เบื้องหลังของงาน ชื่อว่า ตรรกแสดดดนี่แหละ ... ด้านอื่นล่ะ เอาเรื่องใกล้ตัวดีป่ะ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่หน้าของพวกเราตอนนี้ไงครับ(ใครบอกว่าอ่านบลอกนี้จากตู้เย็น งานนี้มีข่วน ) ผมเคยพูดในเอ็นทรี่ คณิตแสดดดทำแป๊ะซะอะไรได้มั่ง ว่า ในคอมพิวเตอร์จะรู้จักเฉพาะ เลข 0 กับ 1 วงจรไฟฟ้าในคอมพิวเตอร์ถูกแทนด้วยเลข 0(หมายถึงกระแสไฟปิด) กับ 1(หมายถึงกระแสไฟเปิด) เวลาเขาสร้างระบบวงจร เขาก็จำลอง 0 ด้วย ค่าความจริงที่เป็นเท็จ และจำลอง 1 ด้วย ค่าความจริงที่เป็นจริง ซึ่งเดี๋ยวผมจะอธิบายต่อไปว่า เราจะสร้างข้อความที่เป็นเท็จเป็นจริงได้อย่างไร ตัวอย่างสุดท้ายที่อยากจะเอ่ยถึงในบทความนี้ก็คือ AI ครับ AI ก็คือคอมพิวเตอร์ที่คิดเองได้ สงสัยไหมครับว่ามันไม่มีสมองทำไมมันตัดสินใจเองได้ นั่นก็เพราะโปรแกรมเมอร์ เขาได้ป้อนข้อความทางตรรกศาสตร์ เข้าไปให้คอมพิวเตอร์หรือหุ่นยนต์ที่เป็น AI เมื่อมันเจอเหตุการณ์ที่ต้องตัดสินใจ มันก็จะประมวลผลว่าควรทำอะไร ควรทำหรือไม่ จากตรรกะที่คนสร้างได้ป้อนไว้ให้มันนั่นเอง

จริงๆยังมีอีกมากมายหลายเรื่องที่ตรรกแสดดดไปแอบแซบอยู่ข้างใน ถ้าใครสนใจก็ทิ้งคอมเม้นต์ไว้ก็แล้วกันนะครับ(อ่าวแถวบ้านเรียกชิ่ง ) เพราะตอนนี้ขออนุญาตขึ้นเนื้อหาเลยละกัน ... ผมได้สิทธินั้นเดี๋ยวนี้!!!

ประพจน์ทางตรรกแสดดดมันคือส้นตึกอะไรวะ?!

ประพจน์คือชื่อเรียกเท่ๆไปยังงั้นเองแหละครับ ไม่ต้องไปตกใจกับชื่อของมัน เอาเป็นว่า ไอ่ประพจน์เนี่ย(พ่อใครชื่อประพจน์หนูขอโทษทีนะก๊ะ) มันก็คือประโยคหรือข้อความในชีวิตประจำวันของเรานั่นแหละ เพียงมันเป็นประโยคหรือข้อความที่เราสามารถตอบได้ในทันทีว่า จริง หรือ เท็จ, ชัวร์ หรือ มั่วนิ่ม ... ลองดูประโยคหรือข้อความต่อไปนี้นะครับว่า ประโยคหรือข้อความไหนเป้นประพจน์บ้าง

  1. วงโซคูล เป็น ศิลปิน J-Rock
  2. พรศักดิ์ ส่องแสง เป็นนักร้อง K-Pop
  3. ดงบังชินกิ เป็นศิลปินเกาหลี
  4. ซุปเปอร์จูเนียร์ เป็นศิลปินเกาหลี
  5. รัก ต้อล-นัท
  6. หน้าด้าน!!!

เป็นไงมั่งครับ พอจะมองออกรึเปล่า ข้อความที่เท่าไหร่เป็นประพจน์บ้าง...

  1. ข้อความที่1 เป็นประพจน์ ซึ่งให้ค่าความจริงเป็นเท็จครับ
  2. ข้อความที่2 เป็นประพจน์ ซึ่งให้ค่าความจริงเป็นเท็จครับ
  3. ข้อความที่3 เป็นประพจน์ ซึ่งให้ค่าความจริงเป็นจริงครับ
  4. ข้อความที่4 เป็นประพจน์ ซึ่งให้ค่าความจริงเป็นจริงครับ
  5. ข้อความที่5 ไม่เป็นประพจน์ เพราะเราไม่รู้ว่า ใครบอกรักต้อล-นัท อาจจะรักจริง หรือว่าอาจจะเป็นแฟนคลับ ตี๋-พะแพง แอบแฝงมาก็ด้า (ส่วนผมเป็นแฟนคลับ V3 ไอ้มดเขียว บิดๆเบี้ยว แปลงร่างเปงโม้ดเขียวๆๆ << คนละVแล้วลุง )
  6. ข้อความที่6 ไม่เป็นประพจน์ เพราะเราไม่รู้ว่า ใครด่าใครว่าหน้าด้านอยู่ (อาจจะไม่ได้ด่าว่าหน้าด้านก็ด้า อาจจะแค่พูดว่า พี่ไม่อายเหรอ เอารถ[มินิคูเปอร์]คนอื่นมาขับ ... อุ๊บส์)

ตอนนี้ผมเชื่อว่าทุกคนคงทำความรู้จักกับประพจน์เป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนโคกอีปริกเรียบร้อยแล้ว(โรงเรียนโคกอีปริก ไม่มีอยู่จริง กรุณาอย่าคอมเม้นต์มาถาม เด๋วมีข่วน ) ต่อไปเราจะมาดูว่า ถ้าเรามีประพจน์แล้ว เราจะทำแป๊ะซะอะไรกับมันได้มั่ง

สร้างประพจน์จากประพจน์ทำไงงะ?!

ตรรกแสดดด ง่ายนี้ดเดียว(ห้ามเล่นมุกต่อว่า ยากมายมายหลายบักคัก เด๋วมีข่วน ) ถ้าเรามีประพจน์อยู่ แล้วเราอยากสร้างประพจน์ใหม่ เราก็ทำง่ายๆ แบบนี้โลด

๑.สร้างโดยใช้คำว่า "หรือ" สมมติว่าผมมีประพจน์ P, ประพจน์Q ผมอยากสร้างประพจน์ "P หรือ Q" ขึ้นมาใหม่ ประพจน์ใหม่ที่ผมสร้างขึ้น จะมีค่าความจริงตามตารางนี้ครับ >>

ยกตัวอย่างเช่น

  1. ดงบังชินกิ เป็นศิลปินเกาหลี เป็นจริง , ซุปเปอร์จูเนียร์ เป็นศิลปินเกาหลี เป็นจริง ดังนั้น "ดงบังชินกิ เป็นศิลปินเกาหลี หรือ ซุปเปอร์จูเนียร์ เป็นศิลปินเกาหลี" ก็เลย มีค่าความจริงเป็น "จริง"
  2. พรศักดิ์ ส่องแสง เป็นนักร้อง K-Pop เป็นเท็จ, ซุปเปอร์จูเนียร์ เป็นศิลปินเกาหลี เป็นจริง ดังนั้น "พรศักดิ์ ส่องแสง เป็นนักร้อง K-Pop หรือ ซุปเปอร์จูเนียร์ เป็นศิลปินเกาหลี" ก็เลย มีค่าความจริงเป็น "จริง"
  3. วงโซคูล เป็น ศิลปิน J-Rock เป็นเท็จ, พรศักดิ์ ส่องแสง เป็นนักร้อง K-Pop เป็นเท็จ ดังนั้น "วงโซคูล เป็น ศิลปิน J-Rock หรือ พรศักดิ์ ส่องแสง เป็นนักร้อง K-Pop" ก็เลย มีค่าความจริงเป็น "เท็จ"
๒.สร้างโดยใช้คำว่า "และ" ประพจน์ "P และ Q" ซึ่งถูกสร้างมาจากประพจน์ P, Q มีค่าความจริงตามตารางข้างล่างครับ(ไอ้พวกตารางค่าความจริง นั่งทำอยู่นานนะเนี่ย  ) >>


ยกตัวอย่างเช่น
  1. ดงบังชินกิ เป็นศิลปินเกาหลี เป็นจริง , ซุปเปอร์จูเนียร์ เป็นศิลปินเกาหลี เป็นจริง ดังนั้น "ดงบังชินกิ เป็นศิลปินเกาหลี และ ซุปเปอร์จูเนียร์ เป็นศิลปินเกาหลี" ก็เลย มีค่าความจริงเป็น "จริง"
  2. พรศักดิ์ ส่องแสง เป็นนักร้อง K-Pop เป็นเท็จ, ซุปเปอร์จูเนียร์ เป็นศิลปินเกาหลี เป็นจริง ดังนั้น "พรศักดิ์ ส่องแสง เป็นนักร้อง K-Pop และ ซุปเปอร์จูเนียร์ เป็นศิลปินเกาหลี" ก็เลย มีค่าความจริงเป็น "เท็จ"
  3. วงโซคูล เป็น ศิลปิน J-Rock เป็นเท็จ, พรศักดิ์ ส่องแสง เป็นนักร้อง K-Pop เป็นเท็จ ดังนั้น "วงโซคูล เป็น ศิลปิน J-Rock และ พรศักดิ์ ส่องแสง เป็นนักร้อง K-Pop" ก็เลย มีค่าความจริงเป็น "เท็จ"
๓.สร้างโดยใช้คำว่า "...ก็ต่อเมื่อ..." การสร้างประพจน์ "P ก็ต่อเมื่อ Q" ค่าความจริงของประพจน์ที่สร้างขึ้นมาจะเป็นจริงในกรณีที่ P กับ Q มีค่าความจริงเหมือนกัน พูดง่ายๆคือ จริงก็ต้องจริงทั้งคู่ เท็จก็ต้องเท็จทั้งคู่ ถ้าประพจนืนึงจริงแต่อีกอันเจือกเท็จ ค่าความจริงของประพจน์ใหม่จะกลายเป็นเท็จทันที >>


ยกตัวอย่างเช่น
  1. ดงบังชินกิ เป็นศิลปินเกาหลี เป็นจริง , ซุปเปอร์จูเนียร์ เป็นศิลปินเกาหลี เป็นจริง ดังนั้น "ดงบังชินกิ เป็นศิลปินเกาหลี ก็ต่อเมื่อ ซุปเปอร์จูเนียร์ เป็นศิลปินเกาหลี" ก็เลย มีค่าความจริงเป็น "จริง"
  2. พรศักดิ์ ส่องแสง เป็นนักร้อง K-Pop เป็นเท็จ, ซุปเปอร์จูเนียร์ เป็นศิลปินเกาหลี เป็นจริง ดังนั้น "พรศักดิ์ ส่องแสง เป็นนักร้อง K-Pop ก็ต่อเมื่อ ซุปเปอร์จูเนียร์ เป็นศิลปินเกาหลี" ก็เลย มีค่าความจริงเป็น "เท็จ"
  3. หม่ำ จ๊กมก เป็นดาราเกาหลี เป็นเท็จ, พรศักดิ์ ส่องแสง เป็นนักร้อง K-Pop เป็นเท็จ ดังนั้น "หม่ำ จ๊กมก เป็นดาราเกาหลี ก็ต่อเมื่อ พรศักดิ์ ส่องแสง เป็นนักร้อง K-Pop" ก็เลย มีค่าความจริงเป็น "จริง"
หมายเห็ด ก. - การใช้ "...ก็ต่อเมื่อ..." เชื่อมประพจน์นี้ เราจะดูค่าความจริงของทั้งสองฝั่งเป็นหลัก สังเกตว่า ข้อความในตัวอย่างที่ 2 ประพจน์ พรศักดิ์ ส่องแสง เป็นนักร้อง K-Pop มันไปขัดแย้งกับ ซุปเปอร์จูเนียร์ เป็นศิลปินเกาหลี เพราะพรศักดิ์กับซุปเปอร์จูเนียร์ คนละสัญชาติกัน ถ้าบอกว่า "พรศักดิ์ ส่องแสง เป็นนักร้อง K-Pop ก็ต่อเมื่อ ซุปเปอร์จูเนียร์ เป็นศิลปินเกาหลี" มันก็ย่อมขัดแย้งกันอย่างเห็นได้ชัดอยู่แล้ว ... ทีนี้หลายคนอาจจะงงว่า ทำไมข้อความที่3 เท็จ ก็ต่อเมื่อ เท็จ กลายเป็นจริงได้ นั่นก็เพราะ สังเกตดีๆ หม่ำกับพรศักดิ์ สัญชาติเดียวกัน ถ้าคนนึงเป็นเกาหลี อีกคนก็ต้องเป็นเกาหลีด้วย ดังนั้น "หม่ำ จ๊กมก เป็นดาราเกาหลี ก็ต่อเมื่อ พรศักดิ์ ส่องแสง เป็นนักร้อง K-Pop" จึงเป็นประพจน์ที่สมเหตุสมผล

หมายเห็ด ข. - จริงๆแล้ว "...ก็ต่อเมื่อ..." อาจจะเชื่อมประพจน์ที่ไม่เกี่ยวกันเลยก็ได้ เช่น หม่ำ จ๊กมก เป็นดาราเกาหลี เป็นเท็จ, โดเรมอน เป็นการ์ตูนโป๊ เป็นเท็จ ดังนั้น  "หม่ำ จ๊กมก เป็นดาราเกาหลี ก็ต่อเมื่อ โดเรมอน เป็นการ์ตูนโป๊" มีค่าความจริงเป็น "จริง" (เอ๊ะ รึอาจจะมีพวกหัวควายคันไถบางพวกคิดว่าโดเรมอนเป็นการ์ตูนโป๊รึเปล่าเนี่ย อ่ะคุก อ่ะคุก )

๔.สร้างโดยใช้คำว่า "ถ้า...แล้ว..." ที่เอาการสร้างประพจน์แบบนี้มาไว้เกือบที่โหล่ เพราะเป็นการสร้างประพจน์ที่ชวนให้พิศวง งง-งวย ที่สุด เอาเป็นว่า ดูตารางค่าความจริงของ "ถ้า P แล้ว  Q" กันก่อน เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังครับ >>


ในการสร้างประพจน์ "ถ้า P แล้ว  Q" (คงเคยได้ยิน if clause เวลาเรียนภาษาอังกฤษ ชิมิ น่านแหละๆ อารมณ์ เดียวกัน) เราเรียก P ว่า "เหตุ" และเรียก Q ว่า "ผล" ในกรณีที่ "เหตุ" มีค่าความจริง เป็น "จริง" เราก็จะพิจารณา ค่าความจริงของ "ผล" เป็นหลัก ถ้า P เป็นจริง แล้ว  Q จริง "ถ้า P แล้ว Q" ก็จะเป็นจริง ซึ่งตรงข้ามกับกรณีที่  ถ้า P เป็นจริง แล้ว  Q เท็จ "ถ้า P แล้ว Q" ก็จะเป็นเท็จ

ยกตัวอย่างเช่น
  1. ดงบังชินกิ เป็นศิลปินเกาหลี เป็นจริง , ซุปเปอร์จูเนียร์ เป็นศิลปินเกาหลี เป็นจริง ดังนั้น "ถ้า ดงบังชินกิ เป็นศิลปินเกาหลี แล้ว ซุปเปอร์จูเนียร์ เป็นศิลปินเกาหลี" ก็เลย มีค่าความจริงเป็น "จริง"
  2. ซุปเปอร์จูเนียร์ เป็นศิลปินเกาหลี เป็นจริง, พรศักดิ์ ส่องแสง เป็นนักร้อง K-Pop เป็นเท็จ ดังนั้น "ถ้า ซุปเปอร์จูเนียร์ เป็นศิลปินเกาหลี แล้ว พรศักดิ์ ส่องแสง เป็นนักร้อง K-Pop" ก็เลย มีค่าความจริงเป็น "เท็จ"
เอาล่ะครับ มาถึงกรณีที่จะทำให้พิศวงกันแล้ว นั่นก็คือ ในกรณีที่ "เหตุ" มีค่าความจริงเป็น "เท็จ" ในกรณนี้ ไม่ว่าค่าความจริงของ "ผล" จะเป็น จริงหรือเท็จ ประพจน์ "ถ้า P แล้ว Q" จะเป็นจริงเสมอ  นั่นก็เพราะในกรณีแรก ถ้า"ผล"เป็นจริง เราก็จะไม่สนใจ"เหตุ" เพราะค่าความจริงของประพจน์ เราจะดูที่"ผล" เป็นหลัก ส่วนอีกกรณีนั่นคือ "เหตุ" เป็นเท็จ และ "ผล" ก็เป็นเท็จ สามารถอธิบาย ได้ในทำนองเดียวกันกับ หมายเหตุ ก. ที่อยู่ด้านบนครับ(ทำนองไหนวะ 3 ช่ามั้ง )

ยกตัวอย่างเช่น
  1. วงไอน้ำ เป็นศิลปินเกาหลี เป็นเท็จ , ซุปเปอร์จูเนียร์ เป็นศิลปินเกาหลี เป็นจริง ดังนั้น "ถ้า วงไอน้ำ เป็นศิลปินเกาหลี แล้ว ซุปเปอร์จูเนียร์ เป็นศิลปินเกาหลี" ก็เลย มีค่าความจริงเป็น "จริง"
  2. วงไอน้ำ เป็นศิลปินเกาหลี เป็นเท็จ, พรศักดิ์ ส่องแสง เป็นนักร้อง K-Pop เป็นเท็จ ดังนั้น "ถ้า วงไอน้ำ เป็นศิลปินเกาหลี แล้ว พรศักดิ์ ส่องแสง เป็นนักร้อง K-Pop" ก็เลย มีค่าความจริงเป็น "จริง"
หมายเห็ด ค. - หลายคนอาจจะงงกับข้อความที่1. ว่า วงไอน้ำเป็นศิลปินเกาหลีรึไม่ แล้วเกี่ยวอะไรกับซุปเปอร์จูเนียร์ของอิชั้น ขออธิบายสั้น ขยันสอย รอบจัด อึดชะมัด ซัดสองยก  ว่า เวลาเราพิจารณา ในกรณีนี้ เราดูที่"ผล"เป็นหลัก "ผล" ของประพจน์นี้คือ "ซุปเปอร์จูเนียร์ เป็นศิลปินเกาหลี" ซึ่งเป็นประพจน์ที่เป็นจริง ดังนั้นเราก้ไม่ต้องไปใส่ใจสัญชาติของวงไอน้ำ เอาเป็นว่า ขอให้ วงซุปเปอร์จูเนียร์ เป็นศิลปินเกาหลี เป็นใช้ได้ ... สำหรับ ข้อความที่2. หลายคนก็งง อีกว่า ทำไม "ถ้า เท็จ แล้ว เท็จ" เท็จแล้วเท็จอีก เจือกเป็นจริงซะงั้น ขออธิบายซ้ำ หมายเห็ด ก. อีกครั้งว่า แม้ประพจน์จะเป็นเท็จทั้งคู่ แต่สังเกตดีๆ วงไอน้ำ กับ พรศักดิ์ สัญชาติเดียวกัน ถ้าวงไอน้ำเป็นวงจากเกาหลี พรศักดิ์ก็จะคงเป็น K-Pop ดังนั้น ข้อความที่2. จึงเป็นประพจน์ที่สมเหตุสมผล

หมายเห็ด ง. - เช่นเดียวกันกับ "...ก็ต่อเมื่อ..." ถ้าเราเอาประพจน์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย มาเชื่อมดันด้วย "ถ้า...แล้ว..." เราก็อาจได้ประพจน์ที่ตลกๆขึ้นมาก็ได้ เช่น วงไอน้ำ เป็นศิลปินเกาหลี เป็นเท็จ, ไก่ออกลูกเป็นไข่ เป็นจริง ดังนั้น  "ถ้า วงไอน้ำ เป็นศิลปินเกาหลี แล้ว ไก่ออกลูกเป็นไข่" มีค่าความจริงเป็น "จริง" (วงไอน้ำเกี่ยวไรกับไก่ออกไข่วะเนี่ย Fcuk Eggs!! )

๕.สร้างโดยใช้ "นิเสธ" อ่านว่า นิ-เสด มี้ช่าย นิ-สาดดดด ... ผมก็เรียกตามตำราไปงั้นเองแหละครับ จริงๆก็คือ การเอาประพจน์มาทำให้เป็นประโยคปฏิเสธ ด้วยการเติมคำว่า "ไม่" เข้าไปเท่านั้นเองแหละครับ ซึ่งก๋จะทำให้ค่าความจริงของประพจน์ใหม่ ตรงข้ามกับของเดิม >>


ยกตัวอย่างเช่น
  1. ดงบังชินกิ เป็นศิลปินเกาหลี เป็นจริง ,นิเสธของประพจน์นี้ก็คือ "ดงบังชินกิ ไม่ได้เป็นนักร้องเกาหลี" ก็เลย มีค่าความจริงเป็น "เท็จ"
  2. พรศักดิ์ ส่องแสง เป็นนักร้อง K-Pop เป็นเท็จ, นิเสธของประพจน์นี้ก็คือ "พรศักดิ์ ส่องแสง ไม่ได้เป็นนักร้อง K-Pop" ก็เลย มีค่าความจริงเป็น "จริง"
ตอนนี้ทุกคนคงจะมึนหัว เย่ยยยย เข้าใจกับการเชื่อมหรือสร้างประโยคและข้อความที่เรียกว่า "ประพจน์" ด้วยวิธีต่างๆแล้ว ทีนี้เราก็มีเครื่องมือสำหรับการแก้โจทย์ ข้อความที่ว่า "ไม่มีสมาชิกExteenที่พูดความจริงเลยซักคน" ได้ซักที

ทำไม "ไม่มีสมาชิกExteenที่พูดความจริงเลยซักคน" จึงเป็นเท็จ?!

ก่อนอื่น เรามาวิเคราะห์ความจริงต่อไปนี้กันก่อน
  1. คนที่พูดว่า "ไม่มีสมาชิกExteenที่พูดความจริงเลยซักคน" ก็คือ ผม บักeddyคนนี้นี่เองง(กรุณาทำเสียงเว่อร์ๆ แบบทีวีแชมเปี้ยนส์ จะได้อารมณ์มากขึ้น)
  2. บักeddyคนนี้ เป็นสมาชิกExteen (อันนี้จริงแท้แน่นอน เด๊อค่ะเด๊อ ไม่งั้นข้อยสิมาเขียนบลอกจังได๋ล่ะ ฮ่วย )

ทีนี้เราก็มาดูว่า เกิดอะไรขึ้นกับข้อความ  "ไม่มีสมาชิกExteenที่พูดความจริงเลยซักคน" ที่ผมบ้วนออกไป

  1. ถ้าข้อความ "ไม่มีสมาชิกExteenที่พูดความจริงเลยซักคน" เป็นจริง แสดงว่า คนพูด ก็คือ บักeddyพูดความจริง
  2. ถ้าข้อความ "ไม่มีสมาชิกExteenที่พูดความจริงเลยซักคน" เป็นจริง แสดงว่า สมาชิกทุกคนของExteenพูดเท็จ ซึ่งบักeddyหำโต้น ก็เจือกเป็นสมาชิกExteen ดังนั้น บักเอ็ดดี้ก็ต้องพูดเท็จ ด้วย

อ่าว Ship Hide แล้วครับคุณผู้ชม ถ้าข้อความ "ไม่มีสมาชิกExteenที่พูดความจริงเลยซักคน" เป็นจริงขึ้นมา ก็จะทำให้บักเอ็ดดี้กลายเป็นคนที่พูดจริงและพูดเท็จ ในเวลาเดียวกัน ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น ข้อความที่กระพ้ม บักeddy ณ Exteen โม้ว่า "ไม่มีสมาชิกExteenที่พูดความจริงเลยซักคน" จึงเป็นอะไรที่ไม่สมเหตุสมผล และ แหลคอดๆ เด๊อค่ะเด๊อ

ถ้าเราให้ ข้อความ "บักeddyพูดความจริง" เป็นประพจน์ P ดังนั้นนิเสธของประพจน์นี้ ก็คือ "บักeddyพูดไม่จริง"(หรือพูดเท็จนั่นแหละ) ซึ่งผลของข้อความ "ไม่มีสมาชิกExteenที่พูดความจริงเลยซักคน" เราก็จะได้ประพจน์ว่า "บักeddyพูดความจริง และ บักeddyพูดความเท็จ" หรือ "P และ นิเสธP" นั่นเอง ซึ่งตารางค่าความจริงของ "P และ นิเสธP" แสดงได้ดังนี้(กลับไปดูตาราง "และ" / ตาราง "นิเสธ" ข้างบนเปรียบเทียบดูนะครับ) >>


จะเห็นว่า(ห้ามเล่นมุกว่า ตูหลับตาอยู่ ตูมะเหนนน มีข่วนแน่งานเน้ ) ไม่ว่าจะกรณีไหน ถ้าเชื่อม P กับ นิเสธของตัวมันเอง ด้วย "และ" ไม่ว่าจะยังไง ก็จะให้ค่าความจริงเป็นเท็จเสมอ เหมือนกับ ถ้าแฟนบอกให้เราแวะรับแล้วเราบอกว่า"อยู่บ้าน" แต่พอแฟนบอกว่าจะมาหา เราเจือกบอกว่า"อยู่ข้างนอก" หยั่งงี้ไม่เนียน เพราะ เป้นไปไม่ได้ที่เราจะบอกว่า "อยู่บ้าน และ ไม่อยู่บ้าน" ในเวลาเดียวกันได้ แล้วแฟนก็จะจับเท็จได้แหงมๆ แถมยังจะโดนมิใช่น้อยอีกต่างหาก

ดังนั้นการที่เราได้ประพจน์ว่า "บักeddyพูดความจริง และ บักeddyพูดความเท็จ" ซึ่งเป็นการเอานิเสธของกันและกันมาเชื่อมด้วย "และ" จึงไม่มีทางจะเป็นความจริงขึ้นมาได้ ซึ่งประพจน์นี้ ก็ได้มาจากการสมมติว่า  "ไม่มีสมาชิกExteenที่พูดความจริงเลยซักคน" เป็นจริง มันจึงเป็นไปไม่ได้ ด้วยประการฉะนี้แล ...

หมายเห็ด - จริงๆแล้ว ส่วนท้ายของเอ็นทรี่ ไม่มีสมาชิกExteenที่พูดความจริงเลยซักคน จะพูดถึง ตรรกศาสตร์บ่งปริมาณด้วย แต่กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียวฉันใด ตรรกศาสตร์ก็ไม่สามารถอธิบายจบในเอ็นทรี่เดียวฉันนั้น(พูดง่ายๆ มันจะอู้ครับพี่น้อง ) เอาไว้โอกาสหน้า ผมจะกลับมาต่อในเรื่อง ตรรกศาสตร์บ่งปริมาณ ซึ่งนอกจากจะดูว่ามันจริงหรือเท็จแล้ว เราจะพิจารณาว่า ไอ้ที่จริงน่ะมันจริงกี่คน ไอ้ที่มันเท็จน่ะ มันเท็จกี่คน แล้วสุดท้ายผลที่ได้จะเป็นจริงหรือเท็จ ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีประพจน์ว่า "สมาชิกวงโซคูลทุกคนเป็นคนเกาหลี" หรือ  "สมาชิกวงโซคูลบางคนเป็นคนเกาหลี" เราจะใช้ตรรกศาสตร์บ่งปริมาณเป็นตัวบอกค่าความจริงของประพจน์ เพราะประพจน์ของเรามีปริมาณ(จำนวนคนของวงโซคูล)เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ยังไงก็ขอติดไว้ก่อนและกันนะครับ เพราะตอนนี้กลัวว่าจะมีคนสบถว่า ตรรกแสดดดเอ๊ยยย!!!

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

คิดถึงคณิตศาสตร์ม.6.... sad smile

#1 By (203.147.41.91) on 2007-12-06 17:14

sad smile sad smile tongue embarrassed

#2 By หมูบิน on 2007-12-06 17:40

อาจจะอคติกับmathบ้างเพราะไม่ชอบอ. เลยพาล ^^" แต่พี่สอนสนุกกว่าในหนังสือแฮะ
ท่าทางจะไม่จบง่ายนะคับ sad smile

แต่เขียนได้สนุกจิงๆ open-mounthed smile

#4 By NOT_KUNG on 2007-12-06 17:58

ผมไม่ได้อ่านบลอกนี้ผ่านตู้เย็นครับแต่ผมอ่านผ่านตู้กับข้าว open-mounthed smile (ล้อเล่นคร้าบ)

ทำให้มีความรู้เพิ่มอีกนิดหน่อยนะครับ(คิดว่างั้น)จะรออ่านต่อนะครับ big smile Hot!

#5 By UnknowPerson on 2007-12-06 19:33

เอนทรี่นี้มาเมื่อสาย...
พวกงงไปก่อนหน้านี้ คงกำลังเมาmathอยู่

#6 By palermos on 2007-12-06 20:27

อ่านจนเหนื่อย สองเอนทรี่ลวด
แจ่ฮาจริง กั๊กๆ
ตรรกศาสตร์จงเจริญ~
คราวหน้าพี่ลองเอาประพจน์สมมูลมาดิ

สัจนิรัดร์ก็ดีอ่าคับ อิอิ

ภูมิใจที่ผ่านเรื่องตรรกศาสตร์ด้วยคะแนนสวยๆ (เป็นเรื่องเดียว)
เจี๊ยกกกกกกกกcry cry cry cry

#9 By Terrorist is back! on 2007-12-06 21:20

Logic is the most unlogical subject to study.
สาระสุดขีด อ่านแล้วมึนไปเลย

ขอ request topic บ้างได้มั๊ยอ่ะ
อยากได้เรื่อง ความน่าจะเป็นอ่ะ
การประยุกต์ความน่าจะเป็นไปใช้กับการเล่นหวย

เคยคิดว่าถ้าคนไทยทุกคนเคยเรียนเรื่องความน่าจะเป็น
ทุกคนคงจะเลิกเล่นหวย หรือถ้าจะเล่นก็จะได้เล่นแบบมีความน่าจะเป็นที่มันจะถูกหน่อย

เคยอ่านแต่จำไม่ค่อยได้แล้ว ที่ต้องเล่นเป็นแบบ ลำดับ หรือ อนุกรม อะไรซักอย่าง ถึงจะไม่มีทางขาดทุน

#11 By [M]och on 2007-12-06 22:02

55 คิดถึงเรื่องที่กำลังเรียนอยู่ว่ามอ.6 ปวดหัวแล้ว
ปี 1 ปวดหัวหนักกว่า

คุณพี่
น่าจะมีแบบพิสูจน์ โดยกฎของ เดอมอแกนด้วยนะ ^^

#13 By !3 l u E on 2007-12-07 00:01

ป้าแก่ๆแอบมารำลึกความหลังด้วยคนค่ะ
อธิบายเข้าใจง่ายมากๆเลย
อ่านแล้วสนุก แล้วก็เพลินดีด้วย
จะรออ่านอันต่อๆไปนะคะ

#14 By mikan on 2007-12-07 00:04

ขอบคุณสำหรับทุกๆกำลังใจให้คนเขียนบลอกมีเรี่ยวแรงครับ confused smile

#15 By Eddy on 2007-12-07 00:08

นี่คือเหตุผลว่าทำไมถึงหนีไปเรียนกฎหมาย @_@
sad smile sad smile อ่านไม่เข้าใจ..แต่เป็นเอนทรี่ที่น่าสนใจ
เข้าใจไหม แป้น..ไม่เข้าใจ sad smile sad smile
big smile Hot!

#17 By ไอ้แป้น : i-phan on 2007-12-07 01:44

LOGIC is the subject i love

#18 By =*MoonShiNe Ze*= on 2007-12-07 01:55

-*-
ผมไม่ชอบเลข
แต่ผมชอบเรื่องนี้นะ
ไม่คำนวณอะไรมากดี

Hot!(ให้ดราก้อนบอล)

#19 By *หมึกคึกคัก* on 2007-12-07 06:44

บทความเหมือนน่าสนใจ
แต่ตอนนี้ขอไปทำงานก่อน
แล้วจะกลับมาอ่านต่อconfused smile

#20 By JAE...JAE on 2007-12-07 08:36

เป็นอะไรกันกับวิชาคณิตเนี่ย เฮ่อออsad smile
อ่านดูแล้วก็รู้สึกสนุกดีอะ แต่ก็เครียดด้วยในเวลาเดียวกัน
ก็อะไรมะรุอะ มัวแต่แสดดดดดดดดดดดดดดดอยู่ได้ (อุ้ยเกรียนแตก โทดครับ)

#21 By VVITch on 2007-12-07 09:46

Jay : อิอิ ชอบค่ะ Hot!

#22 By Jay on 2007-12-07 10:07

มึนไปเลยเราsad smile sad smile

#23 By a-pen on 2007-12-07 10:15

ชอบดู the numbers เพราะตกคณิตศาตร์
ชอบอ่าน blog ของคนเก่งตรรกะ เพราะ ตกตรรกะ


งือ

#24 By cupcake army on 2007-12-07 10:18

เกือบเข้าใจในพระธรรม = =

#25 By Mawin~ on 2007-12-07 11:47

จำได้ว่าอาจารย์ฟิสิกส์บอกว่าดังนี้...

ถ้า...แล้ว

"ถ้านักเรียนสอบได้คะแนนเต็ม แล้วอาจารย์จะให้ราง
วัล"
นักเรียนสอบได้คะแนนเต็ม = p
อาจารย์ให้รางวัล = q
p -> q

ถ้านักเรียนสอบได้คะแนนเต็ม อาจารย์ให้รางวัล ก็ถูกต้องตามสัญญา {T -> T = T}
ถ้านักเรียนสอบไม่ได้คะแนนเต็ม อาจารย์ไม่ให้รางวัล ก็ถูกต้องตามสัญญาอีก {F -> F = T}
ถ้านักเรียนสอบไม่ได้คะแนนเต็ม อาจารย์ให้รางวัล ก็ไม่มีอะไรผิด เพราะไม่ผิดสัญญา (อาจารย์พอใจจะให้นี่ หรือจะไม่เอา?) {F -> T = T}
แต่ถ้านักเรียนสอบได้คะแนนเต็ม แล้วอาจารย์ไม่ให้รางวัล งานนี้อาจารย์ผิดเต็มๆ เพราะว่าสัญญาว่าจะให้แล้วนี่ {T -> F = F}

ปล. sad smile

#26 By GolGate on 2007-12-07 12:47

พอเหอะนะครับ sad smile

#27 By SteP2Pump on 2007-12-07 14:04

ชอบตัวอย่างของ #26 By GolGate จังเลยครับ confused smile

#28 By Eddy on 2007-12-07 15:13

สารภาพว่า entry ที่แล้วอ่านไม่จบ ส่วน entry นี้ก็อ่านไม่จบเหมือนกันค่า ฮาฮา

อ่านไม่จบแต่ขอเสียมารยาทมาพิมพ์ comment นะเนี่ย

จริงๆ สำนวนเขียนก็เด็ดดวงแท้ แต่ว่ามันแพ้ทางน่ะค่ะ เรื่องนี้เลยมิสามารถ นี่ถ้าสมัยเรียนได้อ่านคงจะดีหาน้อยไม่...

#29 By Choco on 2007-12-08 13:24

วิชาการจังคร้า
แหะๆ
นู่ม้ายค่อยเข้าจายเท่าไหร่เยย
cry
แต่ก้สู้ๆคร้า
อ๋ออ รุแล้ว
คือการสอนคนิตศาสตร์ด้วยภาษาน่าอ่านทำไห้เข้าจัยง่ายยชิมิ
คุคุ ดีจังคร้าcry
บลอคนี้มีสาระโคตรๆๆ ติดตามมานานแล้วเหมือนกัน แต่ไม่เคยเม้นท์เลย เอาไปเลยจิ๊กนึงbig smile Hot!

#32 By Belling on 2007-12-08 22:56

คิดว่าผ่านมันมาแล้วซะอีก กลับมาอ่านของพี่ งงได้อีกรอบTT
อ่านแล้ว รู้สึกเหมือนได้ออกกำลังสมอง กลับไปเป็นเด็กอีกครา อ้างงงง

แอดนะคะ
open-mounthed smile

#34 By เซ็งไก่ on 2007-12-10 00:23

ตอนเรียนครูไม่อธิบายแบบนี้อะ ท่องตารางอย่างเดียว...ไม่รุ่งเลยเราsad smile

#35 By Endearing on 2008-02-22 07:42

อธิบายได้แจ่มมักกกกก
ข้าน้อยขอคารวะ....

ติดต่อไปสอนเลขให้น้องได้มั้ยคะ55555
พยายามอธิบายแล้ว แต่น้องไม่รู้เรื่องคะ
ขออนุญาติเอาไปให้น้องอ่านบ้างนะคะ ท่านอาจารย์(เอ๊ะ ต้องคุกเข่าขอให้รับเป็นศิษย์ก่อนอ๊ะป่าวหว่า....)sad smile

#36 By be-gift on 2008-04-08 17:41

พึ่งเรียนเมื่อปีที่ผ่านมา
พอมาอ่านบล๊อกนี้

อ่าว...เราลืมไอพวกนี้ไปแล้วนี่หว่า - -'

#37 By graven on 2008-05-12 22:57