ชีวิตบ้านไร่(ไผว่าเฮาขี้กาก)
posted on 26 Dec 2007 03:21 by watchi in EDtivitiesหายหนวดไปอีกแล้วครับท่าน คราวนี้หนีกลับบ้านเก่าบ้านไร่ชายทุ่งเลยครับ ไปคราวนี้หลายๆอย่างยังคงเดิม(บ้านนอกเหมือนเดิม) จะต่างที่ผู้คนจากหนุ่มสาวที่ผมรู้จัก ตอนนี้ก็กลายเป็นพ่อคนแม่คน รวมทั้งตัวผมจากบักหำน้อย ตอนนี้ไปไหนแทบไม่มีใครจำผมได้ ไม่ใช่ว่าหล่อขึ้นหรือขี้เหร่ลง แต่เป็นเพราะหนวดมันอำพรางหน้าตา(แม่ตู้*จะจ้างผมโกนหนวด)
เวลาผมดูทีวีบางครั้ง หลายๆรายการชอบเรียกพวกเราว่า ชาวชนบทผู้ด้ยโอกาส ว่าแล้วก็อยากจะหัวเราะเป็นภาษาอังกฤษว่า Five Five Five แปลเป็นภาษาไทยว่า ห้า ห้า ห้า และมาในภาษาคณิตแสดดดว่า 5 5 5
ชีวิตบ้านไร่ ไผว่าเฮาขี้กาก(ชีวิตบ้านไร่ ใครว่าเรากระจอก)
เอาล่ะวันนี้ผมขอทำตัวเป็นไก่พาทัวร์ชีวิตบ้านไร่ชายทุ่งบ้านเกิดของผมกันสักหน่อย เผื่อมีใครสนใจอยากจะมาย่องเยี่ยว เย่ย ท่องเที่ยวเยี่ยมเยียนกันมั่ง(ย่องเยี่ยว มุกฝืด แล้วยังเสือกอุบาทว์อีก
)
สังคมที่บ้านไร่
ก็อย่างที่เราเรียนกันมาตอนประถมฯนั่นแหละครับ ก็คือ ที่นั่นเขาจะอยู่กันแบบเครือญาติ แต่ไม่ได้เป็นครอบครัวใหญ่เหมือนแต่ก่อน(เมื่อก่อนครอบครัวนึงสามารถตั้งทีมฟุตบอลได้พร้อมตัวสำรองแบบสบายๆ) ตอนนี้คนบ้านไร่เขาจะแยกครอบครัวกันออกมาเป็นครอบครัวเล็กๆ แต่ในละแวกเดียวกันก็จะมีบ้านของ ลุง ป้า น้า อา ตา ยาย สร้างไว้แถวๆนั้น เผื่อเจ็บไข้ได้ป่วย หรือลูกสะใภ้น้องพ่อผัวยาย(ญาติฝ่ายไหนวะเนี่ย)จะคลอดลูก ก็จะได้ช่วยๆหามส่งโรงบาลได้ทันท่วงที ... ส่วนการจับกลุ่มทางสังคม นอกจากญาติพี่น้องแล้ว ก็คงเหมือนสังคมเมืองตรงที่เพื่อนบ้านก็จะรู้จักมักจี่กัน จับกลุ่มนินทาตามประสาไก่เอย ... ส่วนคนเฒ่าคนแก่ก็เข้าวัดเข้าวา ทำบุญสุนทาน(แม่ตู้ผมเนี่ยขาประจำเลย ใส่บาตรบ่อยจนมีวันนึงแกออกมาช้า แต่พระท่านยืนรอ เพราะรู้ว่าแกออกมาใส่บาตรแน่ๆ Five Five Five) ... คนหนุ่มคนสาวล่ะ? ผมดีใจอย่างนึงนะที่สมัยนี้คนหนุ่มคนสาวที่บ้านไร่สนใจที่จะเรียนต่อกันมากขึ้นเมื่อเทียบกับแต่ก่อน แต่ผมก็ไม่รู้ว่าจะมีซักกี่คนที่จบแล้วกลับมาทำงานที่จังหวัดบ้านเกิดตัวเอง หลายๆคนที่สังคมเมืองได้ดูดกลืนความเป็นลูกบ้านไร่ของเขาไปอย่างน่าเสียดาย(มีครั้งนึง ผมทักญาติรุ่นเดียวกับผมที่ไม่ได้เจอกันนานเป็นภาษาอิสาน แต่เขากลับพูดภาษากลางกับผม โดยไม่ยอมพูดอิสาน โอ้ววว ยอดชาย รับบ่ด้ายยยย)
เศรษฐกิจที่บ้านไร่
ที่บ้านไร่ ถ้าใครมีที่ทำกินไม่มีวันจนตรอกแน่นอนครับ การรู้จักปลูกพืชหมุมเวียนตามฤดูกาลและเชิญชวนตลาดเข้ามาซือผลผลิตถึงที่ ทำให้คนบ้านไร่ล่ำซำกันไม่รู้จักเข็ดจักหลาบ ... พืชหลักที่คนที่นั่นเขาปลูกกันก็คืออ้อยครับ ยิ่งปลูกเยอะก็ยิ่งรวย ยิ่งใครมีทุนสำรองในการรอเวลาที่อ้อยโตพร้อมตัดก็ยิ่งรวย ส่วนใครทุนน้อย(เช่น แม่ผม) ไม่มีงบจ้างคนงานตัดอ้อย และรถบรรทุก ก็จะได้กำไรรน้อยหน่อย แต่ก็ถือว่าพออยู่ได้ ... ผมมีเพื่อนคนนึงที่เลือกที่จะเป็นชาวไร่เต็มตัว มันขยันทำงานซะจนคนแถวนั้นแววมันว่า ไม่มีใครกล้ายกลูกสาวให้มัน เพราะกลัวมันจะพาทำงานจนเป็นลมตายคาไร่อ้อย ... เห็นเพื่อนล่ำซำ มีกิจการเป็นของตัวเอง ว่าแล้ว พอเรียนจบ ก็กลับไปปลูกอ้อยขายแอ้งเลยนิ่
การเมืองที่บ้านไร่
ใครว่าเฮาบ่ฮู้เรื่องการเมือง? ... คนบ้านไร่ที่นั่นค่อนข้างตื่นตัวกับการเมืองมาก ในช่วงการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นจะคึกคักยังกะมีงานบุญผ้าป่าก็ไม่ปาน ยิ่งถ้าเป็นการเลือกตั้งระดับประเทศนะ ไม่ต้องพูดถึง คนหนุ่มสาวยันคนแก่หอบหิ้วลูกหลานไปใช้สิทธิตั้งแต่เช้ากันเลยทีเดียว(เพราะเขาให้ใช้สิทธิ คนละทีเดียว) มีคนป่วยหลายคนขอหมอออกจากโรงบาลเพื่อมาเลือกให้ทันเลือกตั้ง แถมตอนรายงานผล หลายๆคนยังลุ้นติดหน้าจอกันอย่างกะวันหวยออกอีกต่างหาก ... ส่วนเรื่องการซื้อเสียงที่หลายคนหวั่นๆนั้น ถ้าหน่วยงานที่รับผิดชอบเอากัน เอ้ย เอาจริง ผมว่าป้องกันได้สบายๆ เพราะด้วยความซื่อของคนที่นั่น เขาจึงกลัวการทำผิดกฎหมาย และคุกตารางมาก มิหนำซ้ำทุกวันนี้ คนบ้านไร่เราตื่นตัวกับการรณรงค์จากทั้งทีวี วิทยุ และสื่อต่างๆกันมาก ไอ่คนที่คิดจะซื้อเสียงกันง่ายๆ ขอบอกว่าคิดผิดมหันต์เลย โอเค ผมยอมรับนะว่า หลายๆคนเขาอาจจะรับเงิน แต่ไม่ได้หมายความว่าเงินที่พวกเขารับมาจะซื้อใจพวกเขาได้ ... ผมฮามาก ที่การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา(๒๓ ธ.ค.) มีคนเอาเงินมาซื้อเสียงชาวบ้าน ในราคาหัวละ ๔๐ บาท ย้ำ ๔๐ บาท โถ่ ไอ่นี่ โกงแล้วยังเจือกโง่อีก คิดเรอะว่าชาวบ้านเขาจะหลงไหลกับเงินแค่ ๔๐ บาท แน่จริงก็ เพิ่มเป็น๕๐ เดะ Five Five Five
เทคโนโลยีบ้านไร่
หลักๆก็จะเป็นเทคโนโลยีการเกษตร จำพวกรถไถ นอกนั้นเทคโนโลยีที่หลายๆบ้านเค้ามีกัน อย่างน้อยๆตอนนี้ก็คือ โทรศัพท์มือถือ(แม้หลายๆคนจะเป็นโทรศัพท์เมียถือ
) ส่วนที่เหลือจะเป็นเทคโนโลยีเพื่อความบันเทิง เช่น เครื่องเล่นวีซีดี ดีวีดี คาราโอเกะ และเครื่องเสียง แต่ในไม่ช้าผมก็หวังว่าคนที่นั่นเขาจะสนใจคอมพิวเตอร์กันอย่างจริงจังซะที ผมเห็นหลายๆคนก็ให้ความสนใจพอสมควร แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะซื้อไปทำแมวน้ำอะไร นอกจากเอาไว้ให้เด็กๆเล่นเกม(แถมเล่นเกมไพ่ด้วยนะเออ เพราะลงเกมอื่นๆไม่เป็น เวรก๊ำ เวรกำ) ถ้าอินเตอร์เน็ทขยายอย่างครอบคลุม(หน่วยงานตามชนบทหลายๆที่ ใช้จานรับสัญญาณต่ออินเทอร์เน็ท) ผมว่าคราวนี้แหละ ชาวบ้านได้เล่นเน็ทกันสนุกมือแน่ เพราะทุกวันนี้ชาวไร่ชาวสวนเขาสนใจข้อมูลข่าวสารกันมากพอสมควร มีบุคคลากรไปสอนจิ้มๆพิมพ์ๆนิดหน่อยก็เป็นแล้ว(ผมเคยออกค่าย อบรมชาวบ้านเล่นเน็ท เป็นประสบการณ์ที่ฮา และน่ารักมาก แรกๆหลายคนจิ้มเมาส์ยังกะกลัวมันกัด จิ้มแล้วรีบเอามือชักออก แต่พอผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง คราวนี้แหละครับ ไม่ยอมวางเมาส์กันเลยทีเดียว แถมไปซ่าส์ในพันทิปอีกต่างหาก)
พิมพ์มา ๒ ชั่วโมงชักง่วงเป็นเชี่ยนๆ ก็หวังว่าคงจะรู้จักวิถีบ้านไร่ชายทุ่งกันมากขึ้นนะครับ เป็นอีกอารมณ์หนึ่งที่ต่างจากสังคมเมือง ผมโชคดีที่ได้ใช้ชีวิตในวัยเด็กที่นั่น มันทำให้รู้ว่า ชีวิตไม่ได้มีแค่ตึก ห้างสรรพสินค้า การจราจรขวักไขว่ เมื่อไหร่ที่ผมเบื่อๆ เซ็งๆ ก็แอบไปชาร์จแบตที่นั่นอยู่บ่อยๆเหมือนกัน ... ใครมีเพื่อน มีแฟน ที่อยู่บ้านไร่ชายทุ่งก็ลองไปเยี่ยมเยียนกันดู จู้ฮุกกรู เผื่อจะติดใจ
หมายเห็ด - * แม่ตู้แปลว่า "ยาย"
หมายเห็ด - ช่วงนี้คนไม่สบายกันเยอะ หมูอู้ดก็พึ่งออกจากนอนที่โรงบาล ๓ วัน ยังไงก็ดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ ให้สดชื่นต้อนรับปีใหม่ แจ่มใสกันถ้วนหน้าละกันนะครับ
..
นอนดึกเหมือนกันนะเรา..
..
..
ว่าแต่ "ง่วงเป็นเชี่ยนๆ" เลยเหรอ 555
..
#1 By * i-am * on 2007-12-26 09:02