ห้องส้วม เป็นแหล่งความรู้แหล่งใหญ่สำหรับผม เพราะผมมักจะได้ไอเดียแปลกๆ หรือความรู้ใหม่ๆจากการเอาหนังสือเข้าไปอ่านตอนนั่งขี้เสมอ ด้วยเหตุนี้ ก็ไม่แปลก ถ้าผมจะบอกว่าไอเดียของการอึ๊บเอ็นทรี่นี้ ได้มาจากตอนนั่งขี้(อีกแล้วครับท่าน)

ผมหยิบนิตยาสาร CG+ ฉบับเดือนมกราคม เข้าไปอ่าน ... ใครยังก่งก๊งว่า นิตยสาร CG+ คืออะไร ดูรูปปลากรอบ แล้วจะอธิบายให้ฟังครับ

CG+ ย่อมาจาก Commic Gay Plus ซึ่งหมายถึง เป็นนิตยสารเกี่ยวกับการ์ตูนเกย์แบบถึงใจพลัสๆ ... ใครเชื่อ ระวังออกลูกเป็นลิง ฮี่ๆ

จริงๆแล้ว CG+ เป็นนิตยสารเกี่ยวกับงาน Design ที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว(เอาแค่ดูการออกแบบ และการพิมพ์ภาพแบบมีมิติ นูนสูง นูนต่ำ ของปก ก็เร้ามือให้หยิบอ่านแล้ว) ใครสนใจก็หาดูได้ตามแผงหนังสือใกล้บ้านท่าน สนนราคา เล่มละ ๑๐๐ บาทไทย

เว็บนิตยสาร CG+ >>> http://www.cgplusmag.com/main.php

สำหรับเรื่องที่ผมใคร่เอาเล่าให้ฟังในวันนี้ ผมเอามาจากคอลัมน์ "Feature" ของคุณ "ธนกร ทองรักษา" ว่าด้วยเทคโนโลยี Web2.0

อ่าว งง อ่ะดิ งง งง ผมก็งงครับ หลังจากออกจากวงการโปรแกรมมั่วเมอร์ ผมก็แทบไม่ได้ติดตามเทคโนโลยีใหม่ๆเลย จะติดตามก็แต่เทคโนโลกีย์ เท่านั้นแหละ ฮี่ๆ ... เห็นเขาพูดมานานและ ไอ่Web2.0เนี่ย แต่ก็ไม่รู้หรอกว่าจริงๆมันคือส้นตึกอะไร จนได้มาอ่านคอลัมน์ของคุณธนกร นี่แหละครับ

สรุปคร่าวๆก็คือ Web2.0เป็นเทคโนโลยีใหม่ของบ้านเรา(ย้ำว่าของบ้านเรา เพราะเมืองนอกเขาเป็นWeb2.5-3.0 กันแล้ว) ซึ่งจะต่างจากเว็บยุคเรเนอซองส์ ตรงที่ เป็นWeb ที่ผู้ใช้มีส่วนร่วมในการสร้างContentของเว็บ โดยไม่ต้องรอแต่เพียงWeb Master เหมือนสมัยก่อนๆ(ฺBlog นี่ก็เป็นเทคโนโลยี Web2.0 เหมือนกันนะจ๊ะ) และพูดในแง่เทคนิค Web2.0สามารถนำเอาเทคโนโลยี(เช่น AJAX) มาใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พูดง่ายๆ ข้อมูลหลากหลายขึ้น แหล่งข้อมูลมากขึ้น เร็วขึ้น ดีขึ้น เฉียบขึ้น เทพขึ้น โอ้วพระเจ้าจอร์จมันยอดมากเลยซาร่า

ประเด็นนึงที่คุณธนกร พูดได้อย่างน่าสนใจก็คือ ด้วยการที่สามารถให้ผู้เข้าชม ไม่ได้เป็นเพียงผู้รับสาร แต่ยังสามารถเป็นผู้ส่งสารได้อีกด้วย ทำให้เกิดสังคมเครือข่ายออนไลน์ หรือ Online Networking ที่แข็งแรงได้อย่างง่ายดาย

เคยไหมครับ ที่วันไหนไม่ได้เล่นเน็ท เข้ามาอ่านบลอก หรือเว็บบอร์ดที่เข้าประจำ แล้ววันนั้นมันจะรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่าน อาการเหมือนจะ Red Down หรือแปลเป็นไทยได้แบบทุยๆว่า ลงแดง ( ภาษาปะกิตส้งติงไรของเมิงเนี่ย เดี๋ยวก็มีคนเอามุก Indian Down แปลว่า ลงแขก ไปเล่นต่อหรอก ฮี่ๆๆ ดักๆๆ) ใครที่ลงแดง เวลาห่างจากชุมชนออนไลน์ของตัวเองนานๆ อ่ะยกมือขึ้นสูงๆครับ (*w*)/

อันนี้คุณธนกร อธิบายว่า เนื่องมาจากในสังคมออนไลน์ที่เจริญเติบโต มีพื้นฐานของการให้และรับ(Give & Task) เช่น การแลกเปลี่ยนหนังAVกันดู , มีการแบ่งปัน(Sharing & contribution) เช่น การอึ๊บโหลดหนังโป๊แจกชาวบ้าน ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของจิตวิทยาด้านสังคม(Social Psychology : อ่านว่า โซเชี่ยน ไซ้คอโลกีย์ ) และสามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ Peter Kollock ในเรื่องแรงจูงใจ ในการ Contribute ใน สังคมออนไลน์ ได้ ๔ ประการคือ

  1. Anticipate Reciprocity : การที่นายหอยเหี่ยว(ยืมไอ้เจ้าไอมันมา)ได้ให้ข้อมูลความรู้กับสังคมออนไลน์หนึ่งๆ มีแรงจูงใจมาจาก การที่นายหอยเหี่ยวก็ต้องการได้รับข้อมูลอื่นๆกลับคือนมาด้วย เช่น นายหอยเหี่ยวคอยตอบกระทู้ที่คนอื่นตั้งอยู่บ่อยๆ เวลานายหอยเหี่ยวตั้งกระทู้ถามบ้าง ก็ย่อมมีคนสนใจที่จะมาตอบ มากกว่าหน้าใหม่ที่ไม่รู้จักฉันไม่รู้จักเธอ
  2. Increased Recognition : ความต้องการมีชื่อเสียง และเป็นที่จดจำ ของสังคมออนไลน์นั้นๆ เช่น การให้คะแนน ให้ดาว สำหรับคนที่ตอบกระทู้เก่งๆ หรือการขึ้นHot Post สำหรับเอ็นทรี่ที่เขียนได้น่าสนใจ
  3. Sense of efficacy : ความรู้สึกดีใจ ภูมิใจ ที่เวลาเราทำอะไรแล้ว คนในสังคมให้ความสนใจ เช่น ตั้งกระทู้แล้วมีคนมาโพสต์ตอบเยอะๆ หรือเขียนบลอกแล้วมีคนมาคอมเม้นต์หรือมีPage Viewเยอะๆ(ผมเขียนเอ็นทรี่ติดเรตทีไร Page View ทะลุหลักพันต่อวันทุกที ๕๕๕)
  4. Sense of Community : การมีปฏิสัมพันธ์ หรือการแลกเปลี่ยนความรู้ในสังคมนั้นๆ เช่น ตอนที่ผมเขียนเอ็นทรี่เกี่ยวกับหนังโป๊ หรือ ดาราAV ก็มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็น หรือพูดคุยถึงหนังโป๊ที่ตัวเองเคยดู(แหมะ มันน่าภูมิใจคอดๆ ) หรือการมีอิทธิพลต่อความคิดของคนในสังคมด้วยกัน เช่น พอผมพูดถึงดาราหนังโป๊AV ที่ชื่อ Sora Aoi บ่อยๆเข้า ก็ทำให้มีคนอยากจะหาข้อมูลของเธอ และหาหนังของเธอมาดู นอกจากนี้ ยังรวมไปถึง การรวมตัวกันเพื่อแสดงออกบางอย่าง เช่น ความเห็นทางการเมือง, ดารา/ศิลปินที่ตัวเองชื่นชอบ, คอสเพลย์, การ์ตูน, พูดคุย-วิจารณ์หนัง, พูดคุย-วิจารณ์เพลง ฯลฯ

จากเหตุผล และกลไก ที่ว่ามา มันก็คงไม่แปลก ที่สังคมออนไลน์ จะกลายเป็นสิ่งดึงดูดให้ผู้้คนหลงใหล..ใครขอดู(จะใคร่ลงเรือใบดูน้ำใสและปลาปู สิ่งใดอยู่ในตู้มิใช่อยู่ใต้ตั่งเตียง บลาๆๆ)

แต่ทุกอย่าง มีข้อดี ก็ย่อมมีข้อเสีย กลไก๔ ข้อข้างบน ถึงแม้จะมีส่วนช่วยให้สังคมออนไลน์เข้มแข็ง และเติบโตได้อย่างรวดเร็ว แต่ในบางครั้ง ก็ทำให้สังคมวุ่นวายได้เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น

  1. Anticipate Reciprocity : นายหอยเหี่ยว แลกเปลี่ยนความรู้กับผู้อื่นในกระทู้ แต่ข้อมูลที่นายหอยเหี่ยวมี เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และไม่ได้รับการกรั่นกรองมาก่อน จึงอาจทำให้เกิดการรับข้อมูลที่ผิดแบบปากต่อปากเกิดขึ้น
  2. Increased Recognition : กรณีนี้เห็นได้ทั่วไปนั่นก็คือ การปั่นกระทู้เพื่อต้องการเพิ่มยอดโพสต์และระดับขั้นของตัวเองในเว็บบอร์ด หรือ การนำบทความของผู้อื่นไปแอบอ้างเป็นของตัวเอง โดยไม่อ้างอิงแหล่งที่มา เพื่อต้องการให้เป็นที่รู้จักโดยไม่ให้เกียรติเจ้าของบทความที่แท้จริง
  3. Sense of efficacy : อธิบายสั้นๆ "เม้นให้แล้วน้า อะ อ๊างงงง ไปเม้นให้เค้าด้วยเน้อ คริๆ"
  4. Sense of Community : การที่ใครสักคน หรือคนซักกลุ่ม มีอิธิพลกับความคิดของคนอื่น มันก็เปรียบเสมือนดาบสองคม ถ้าแนวความคิดนั้นสร้างสรรค์ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่ถ้าแนวคิดมันเป็นการบ่อนทำลาย คนทั้งกลุ่มก็จะได้รับอิทธิพลความคิดนั้นตามไปด้วยโดยขาดการตรึกตรองที่ดี

สังคมออนไลน์ก็เหมือนสังคมทั่วไป คือ ในเมื่อ มีข้อดีมากมาย ก็มีข้อเสียชิบหายเหมือนกัน มันก็แล้วแต่ว่า เราจะอยู่ หรือทำตัวในสังคมแบบไหน ยังไง (บุยๆๆ พูดจามีสาระ บุยๆๆ)

หมายเห็ดหูหนู - คอลัมน์ของคุณธนกร พูดถึงexteenด้วยนะเธอ โดยนำมาเป็นหนึ่งในตัวอย่างของWeb2.0 ส่วนตัวอย่างอื่นๆก็อย่างเช่น sanook.com, mthai, youtube, wikipedia, hi5, trulife.com แหมะ เว็บดังๆทั้งน้านนน