เมื่อผมต้องเดินร่อนเร่ไปตามทางหลวง
posted on 02 Mar 2008 11:38 by watchi in PoED, side-ED-log
เมื่อวาน ไปเดอะมอลล์โคราชามาครับ ออกจากเดอะมอลล์ราวๆสองทุ่ม ซึ่งยังมีรถกลับอย่างสบายๆ(รถหมดสามทุ่ม) แต่เนื่องจากว่า ถ้าผมรอที่หน้าเดอะมอลล์ จะมีรถเมลล์เพียงสายเดียวที่จะพาผมกลับ มทส ได้ ผมจึงติดรถเพื่อนที่จะขับผ่านแยกปักธงชัยไปลงที่แยกปักธงชัย และรอรถที่นั่น เพราะจะทำให้ผมมีทางเลือกในการขึ้นรถกลับ มทส เพิ่มเป็น สองสาย (พุทธไอเดียไหมครับ คุณผู้ชม
)
จุดที่ผมรอรถ คือจุดสีเหลือง(ในแผนที่) ผมรอไปเรื่อยๆ เวลาก็ผ่านไปทีละน้อยๆ และน้ำก็ย้อยไปทีละหยดๆ จะไหลมากไหลน้อย น้ำมันก็หมด
... ผมชักจะสงสัยว่า ทำไมสองแถวหรือรถเมล์ถึงไม่มาซักที ขนาดรถของคนทั่วๆไป ก็ยังไม่มี รึว่า เขากลับไปเลือกตั้ง ส.ว. กันหมด
และความสงสัยของผมก็กระจ่าง เมื่อมีรถคันนึง แล่นผ่านหน้าผม และจู่ๆ รถคันนั้น ก็ขับย้อนศรกลับมา ผมรู้เลยว่า มันต้องมีอะไรข้างหน้าแน่ๆ ผมจึงเดินไปตามทาง และเมื่อถึงจุดสีแดง(ในแผนที่) .... .... ..... โอ้ว ชิกหายแหล่ว มันปิดถนนขุดท่อครับ พี่น้อง ย้ำอีกครั้ง มันปิดถนนขุดท่อครับพี่น้อง .... แล้วผมก็ยืนควายอยู่ตั้งนาน เออนะ มันคงจะมีรถเมล์-รถสองแถวผ่านให้พ่ออยู่หรอก
ผมจึงเดินข้ามมายังถนนสายโคราชา-ปักธงชัย แรกเริ่มทีเดียวกะมารอที่คอสะพาน(สะพาน คือ สีน้ำเงินในแผนที่) เพื่อมาดักรอรถเมล์และรถสองแถว ที่น่าจะใช้เส้นทางนั้นในการเลี่ยงการขุดท่อ ... แต่คิดไปคิดมา รถที่ลงมาจากสะพาน ขับมาเร็วๆทั้งนั้น เขาคงไม่จอดให้เราได้ง่ายร็อก ผมจึงคิดว่า เดินไปอีกหน่อยดีกว่า เพื่อจะให้สามารถโบกรถได้ง่ายขึ้น
เดินไปซักหน่อย เจอลุงคนนึง กำลังยืนโบกรถทัวร์อยู่ เท่าที่ผมเห็น แกโบกไปแล้ว สองคัน แต่ยังไม่มีคันไหนจอดให้แก .... พอเห็นผมเดินที่เกาะกลางถนน(เดินบนเกาะกลางถนนน่าจะปลอดภัยกว่า เดินบนไหล่ทาง)ของทางหลวงสายโคราชา-ปักธงชัย แกตะโกนข้ามฟากถามไถ่เป็นสำเนียงอิสานนิช
ลุงเสื้อแดง : สิไปไสล่ะบักหล่า (จะไปไหนล่ะไอ้หนู)
eddy : สิเข้ามอคับ แล้วลุงล่ะ สิไปไส (จะเข้ามอครับ แล้วลุงล่ะ จะไปไหน)
ลุงเสื้อแดง : ลุงสิไปปักธงซัย (ลุงจะไปปักธงชัย)
ในยามที่เราเผชิญชะตากรรมที่ยากลำบาก เราอาจจะไม่ใช่คนเดียว ที่กำลังเผชิญชะตากรรมนั้นอยู่ก็ได้ ... อย่างน้อย ผมก็ยังโชคดีกว่าลุงแก ตรงที่บ้านพักของผม ซึ่งอยู่หน้า มทส อยู่ใกล้จากจุดนั้น มากกว่าบ้านของแกซึ่งอยู่ปักธงชัย อยู่ถึง ๓๐ กิโลเมตร เห็นจะได้
เกาะกลางถนนของทางหลวง ในตอนเกือบๆสามทุ่ม ในขณะที่รถแต่ละคัน ขับมาด้วยความเร็วไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ กม./ชั่วโมง โดยไม่ได้สนใจว่า รถคันอื่นที่เหลือ จะมีจุดหมายปลายทางไปที่ไหน ... เคยมีใคร เดินดูความเป็นไปเหล่านั้นรึเปล่า ... โอกาสที่จะได้ทำในสิ่งที่น้อยคนจะได้ทำ มาอยู่ถึงตรงหน้า ผมจึงคว้ามันเอาไว้
ผมจึงเริ่มเดิน ในใจก็คิดว่า เหนื่อยเมื่อไหร่ ก็จะหยุด และจะพยายามเดินให้เข้าไปใกล้ มทส ที่สุด อย่างน้อย ถ้าโทรให้คนมารับ ก็จะได้ไม่รบกวนเขามาก ส่วนเรื่องรถเมล์-รถสองแถว ผมไม่ได้หวังว่า จะมีผ่านมาแล้ว เพราะตอนนั้น ก็เป็นเวลาที่รถหมด
ผมคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ตอนนั้น กลัวอยู่สองอย่าง คือ กลัวโดนคนจี้(เพราะผมบ้าจี้
) และอีกอย่างคือ กลัวโดนงูกัด(งูเห่าผมไม่กลัว ผมกลัวงูกัด
) ... คิดในใจ ตอนนั้นกูก็ไม่ได้ต่างเหี้ยไรกับคนบ้าข้างถนนเล้ย เผลอๆคนที่ผ่านไปมา ก็คงคิดว่าเราเป็นคนบ้าข้างถนนแหงมๆ ... ผมคิดต่อว่า เป็นคนบ้า บางทีก็เข้าท่าแฮะ ... เราเป็นทุกข์ เพราะเราแบกสิ่งที่ทำให้เป็นทุกข์ไว้ คนบ้าไม่ต้องแบกอะไร(เขาว่าคนบ้าหอบฟาง แต่ทุกวันนี้ไม่เหลือฟางให้คนบ้าหอบ) คนบ้าจึงไม่เป็นทุกข์ และหัวเราะได้ทั้งวัน
เดินไปสักพัก ก็มีแก๊งเด็กแว้นส์ ขับรถผ่าน ในมือถือขวดเบียร์ กระดกกันไป ขับรถกินลมกันไป ... แล้วก็หันมาทางผม
ในใจก็หวั่นๆเหมือนกัน(กลัวมันฆ่าแล้วไม่ข่มขืน
) แต่ก็ไม่มีไรมาก ผมคงคิดมากไปเอง เพราะจากนั้น พวกเด็กเหล่านั้นก็บิดรถต่อไปตามวิถีแห่งแว้นส์เทพ
มีน้องผู้หญิงกลุ่มนึง ขับรถข้ามเลนส์ผ่านหน้าผมไป ... หน้าตาพวกน้องเหล่านั้น ดูเหมือนจะไม่ค่อยไว้ใจผม(แหงล่ะ ผู้ชายหน้าหนวด มาเดินบ้าไรอยู่มืดๆคนเดียว เขาไม่แจ้งเทศกิจมาจับ ก็บุญหัวมึงแล้ว บักหนวด
) ... นึกถึงตอนกลางวัน ตอนที่ผมเดินในเดอะมอลล์ มีน้องที่ผมติว เดินมาสวัสดีผม ถึงผมจะจำน้องเขาไม่ได้ แต่ก็แอบดีใจนะ ที่น้องเขาจำเราได้ เพราะ ผมไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องมีใครมาให้ความเคารพนอบน้อมเรา เอาแค่จำกันได้ เจอกันก็ทักทาย และไซ้คอกัน
ไปตามเรื่องตามราว ผมก็ดีใจจะตายห่านแล้ว ... ในทางกลับกัน เมื่อมีน้องผู้หญิง เจอผมบนเกาะกลางถนน ในที่มืด ผมอาจกลายเป็นจิ๊กโก๋เร่ร่อน ในสายตาของน้องผู้หญิงเหล่านั้น ... คนคนเดียวกัน แต่อยู่ต่างที่ ต่างเวลา สถานภาพในสายตาคนอื่น ก็อาจจะต่างกัน ... สถานภาพ มันก็เพียงแค่หัวโขนที่เราๆท่านๆ เอามาใส่หัวแค่นั้นสินะ
ผมเริ่มคันที่หลังติงเพราะเดินบนหญ้ารวมทั้งคงโดนมดกัด และเริ่มปวดที่ส้งติงเพราะเดินมาไกลราวๆ ๔-๕ กิโล(ยังไม่รวมกับเดินวนเวียนในเดอะมอลล์ตั้งแต่บ่ายสามโมง) ผมเดินมาถึงหน้าโรงงาน Pepsi สาขาโคราชา ... Pepsi ดีที่สุด งั้นแสดงว่า ถ้าเจ้าของ Pepsi จะผลิตอะไรออกมาใหม่ ก็คงไม่มีอะไรดีไปกว่า Pepsi แล้ว เพราะ Pepsi ดีที่สุด ... ถ้าเราคิดว่าสิ่งที่เรามีอยู่ ทำอยู่ ดีที่สุดแล้ว ในวันข้างหน้า สิ่งที่ดีกว่า ก็คงไม่เกิดขึ้น ... ผมคิดว่า น่าจะเป็น Pepsi ดีจังเลย
เพราะจะทำให้ เจ้าของ Pepsi สร้างสิ่งที่ดีกว่า ได้ขึ้นมาเรื่อยๆ
แต่ก็ช่างหัว Pepsi ปะไีร เพราะสิ่งที่ดีจังเลย สำหรับผมในตอนนั้นคือ "หนูอยากกลับบ้าน"
ผมโทรให้น้องที่พักบ้านเดียวกันมารับ ... ในระหว่างที่รอน้องมารับ ผมสังเกตเห็นรถทัวร์หลายคันวิ่งผ่าน ... ผมหวังว่า ลุงเสื้อแดง คงได้ขึ้นรถทัวร์ซักคัน ที่วิ่งผ่านหน้าผมไป .... ขอบคุณนะครับลุง เพื่อนร่วมชะตากรรมของผม
Distance
- ใกล้เป็นเหตุให้เราเฝ้าใกล้ชิด
ไกลเป็นเหตุให้ได้คิดจิตห่วงหา
ใกล้ทำให้ร่วมเศร้าสุขทุกเวลา
ไกลนำพาความอาทรให้อ่อนโยน
- ระยะทางที่ผ่านมาและผ่านไป
ทั้งไกล้ใกลทั้งสดใสและหมองหม่น
ทั้งที่นำพาความสุขหรือทุกข์ทน
แต่ผู้คนต้องเผชิญการเดินทาง
- มองไปยังถนนนี้ที่ทอดยาว
แหงนมองดาวดวงนั้นอันไกลห่าง
แม้ความฝันอาจดูเหมือนจะเลือนราง
แต่หนทางบอกความจริงทุกสิ่งไป
- ขอขอบคุณความยาวไกลที่ให้คิด
รู้ถูกผิดรู้ว่าเป็นเช่นอย่างไหน
ส่วนความใกล้นี้เป็นเช่นแรงใจ
ให้เดินไปสู่เส้นชัยไม่หวั่นกลัว
#1 By แมงกลิ้งขี้ on 2008-03-02 12:53