ซตพ.(ซึ่งต้องพิสูจน์)

posted on 03 Apr 2008 17:10 by watchi  in appliED-Math

หลังจากรวบรวมความบ้าพลังได้ ก็นึกขึ้นได้ว่า มีเรื่องเกี่ยวกับคณิตแสดดดอยู่เรื่องนึง ที่ตั้งใจว่าจะอึ๊บมาตั้งนานแล้ว แต่ยังไม่ได้อึ๊บซักที(ด้วยความอู้ว แล้วขี้ค้านอย่างแฮง)

เรื่องที่ว่านี้เป็นเบสิคสำคัญสำหรับคนเรียนคณิตแสดดดกันเลยทีเดียว ... คิดไปคิดมา มันได้ใช้อยู่บ่อยๆ งั้นขอเปลี่ยนเป็นพูดว่า "เรื่องที่ว่านี้เป็นเบสิคสำคัญสำหรับคนเรียนคณิตแสดดดกันเลยหลายที" (ป่อยๆๆ มุกห่วยๆ ถูกๆ มาแล้วจ้าาา )

ล่อมาซะสองย่อหน้า กำลังจะออกอ่าวตังเกี๋ยมุ่งสู่เกาะไหหลำ หำไหล อยู่แล้ว ... เพื่อไม่ให้น้ำท่วมทุ่งกุลาร้องไห้ไปมากกว่านี้ ....

ได-Ed จำใจสะเหร่อ ... "How to prove ... วิถีทางแห่งการปิ๊สูด สูด สูด สูด" (ให้เสียงภาษาคนโดยอัณฑะมิตร )

หมายเห็ด : สำหรับคนที่เกลียดคณิตแสดดดเข้าลำไส้ใหญ่ ขี้ทิ้งไว้ยังรู้ว่าเป็นขี้ของคนเกลี่ยดตัวเลข ... ลองทำใจอ่านสักพัก เผื่อว่าจะสามารถเอาไปประยุกต์ใช้ได้กับชีวิตประจำวันนะครับ

ในชีวิต ประจำวันของคนเราต้องพบกับเรื่องที่เราต้องตัดสินใจอยู่ตลอดเวลา ถ้าเรามีกระบวนการในการตัดสินใจได้อย่างมีระบบ ระเบียบ และมีขั้นตอนในการพิสูจน์สิ่งที่เราต้องการจะทดสอบว่าจริงแท้แน่นอน ก็จะช่วยให้เราดำเนิน ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ และแม่นยำ

นักคณิตแสดดด เป็นมนุษย์ที่ไม่ค่อยจะเชื่ออะไรง่ายๆ ถ้าพวกเขาจะเชื่ออะไรแล้ว จะต้องมีเหตุผล และขั้นตอนการพิสูจน์ที่สมเหตุสมผลเข้ามารองรับ ยกตัวอย่างเช่น

  • 1+1 = 2 ,
  • 2x0 = 0 ,
  • 3 - 3 = 0 ,
  • 5/5 = 1 ... บลาๆๆ

หลายคนดูแล้ว อาจจะบอกว่า เฮ้ย นี่มันเลขระดับประถมนี่หว่า เอามาให้ดูทำกรวยไต ไส้ติ่ง ส้งติง อะไรวะ ... ลองจินตนาการดูนะครับว่า สมมติโลกนี้ ยังไม่รู้จักระบบตัวเลข ยังไม่รู้จักการบวก ลบ คูณ หาร แล้วนักคณิตแสดดดรุ่นแรกๆของโลก(ซึ่งไม่ใช่ รุ่น "มีกูไว้มึงไม่จน" แน่นอน ) เขาสร้างระบบตัวเลข และระบบการ บวก ลบ คูณ หาร มากกว่า น้อยกว่า เท่ากับ ขึ้นมา เพื่อให้คนทั้งโลก เข้าใจในความหมายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร

นั่นก็เพราะ ระบบเหล่านี้ ได้รับการพิสูจน์มาเป็นอย่างดี นับร้อย นับพันปีแล้วว่า เป็นสิ่งที่เป็นจริง เชื่อถือได้ แม้ไม่ใช่ปูนตาเสือ(มุกห่วยๆ ถูกๆ มาอีกแล้วจ้าาา ) ... เราโชคดีเหลือหลาย ที่เกิดมาในยุคที่คนโบราณได้คิดระบบต่างๆ เตรียมไว้ให้เราเสร็จสรรพ ที่เหลือ ก็แค่หยิบเอาไปใช้งาน ... วันนี้ เราไม่ต้องมานั่งพิสูจน์ว่า ทำไม 1+1 = 2 เพราะเรามั่นใจแล้วว่า มันผ่านการพิสูจน์จนเป็นที่ยอมรับ บนระบบที่เราเข้าใจตรงกัน

แหมะ ไปๆมาๆ กลายเป็นขายยาไปซะเยอะเหมือนกัน เข้าเรื่องเลยดีกว่า (ที่บ่นมาจนน้ำลายฝอยฟูมปาก มันยังไม่เข้าเรื่องครับพี่น้อง - -") เราไปดูกันว่า ในเชิงคณิตแสดดด มีวิธีการพิสูจน์ ที่น่าสนใจ วิธีไหนบ้าง

1.straight forward(ตรงๆ ไม่อ้อมค้อม) : เว้ากันง่ายๆ ซื่อๆ แต่ทำค่อนข้างยาก ก็คือ เราต้องการพิสูจน์อะไร เราก็ใช้ข้อมูล และสิ่งที่เรามีอยู่ เอามาประกอบกันอย่างสมเหตุสมผล เพื่อให้ได้ข้อสรุปของสิ่งที่เราต้องการพิสูจน์ เช่น

จงพิสูจน์ว่า "ตดเหม็น" : สามารถพิสูจน์โดยstraight forwardได้ดังนี้

  • ตด ออกทางรูตูด
  • รูตูด มีไว้ขี้
  • ขี้มีกลิ่นเหม็น เพราะ เกิดจากการทำงานของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ (ในที่นี้ ให้ยอมรับว่า การทำงานของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ เป็นทฤษฎีบทที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว ... อยากรู้ว่าเพราะอะไร ลองถามน้องหมอ ได้ครับ อ่าว โบ้ย - -")
  • เมื่อตด ซึ่งเป็นลม ที่แหวกรูขี้ออกมา
  • สรุปได้ว่า ตด จึงมีกลิ่นเหม็น
  • แล้วทำไมไม่ลองตดออกมาดมดูล่ะ โอ๊ววว

จงพิสูจน์ว่า "จำนวนคี่ บวกจำนวนคี่ ได้จำนวนคู่" (ออกจากตด ก็มา คี่ T..T)

  • จำนวนคี่ คือ จำนวนที่สามารถเขียนอยู่ในรูป 2k+1 เมื่อ k เป็นจำนวนเต็มใดๆ
  • จำนวนคู่้ คือ จำนวนที่สามารถเขียนอยู่ในรูป 2k เมื่อ k เป็นจำนวนเต็มใดๆ
  • สมมติให้จำนวนคี่ตัวแรกคือ 2k1+1 และจำนวนคี่ตัวที่สองคือ 2k2+1 เมื่อ k1 , k2 เป็นจำนวนเต็มใดๆ
  • เอามาบวกกันจะได้ 2k1+1+2k2+1 = 2(k1+k2)+2 = 2(k1+k2+1)
  • เนื่้องจาก k1 , k2 ,1 เป็นจำนวนเต็ม ดังนั้น k1+k2+1 จึงเป็นจำนวนเต็ม(สมบัติปิดการบวกของจำนวนเต็ม) สรุปได้ว่า 2(k1+k2+1) เป็นจำนวนคู่
  • ดังนั้น ผลบอกของจำนวนคี่สองจำนวน จึงเป็นจำนวนคู่ อู้ว อู้ว

2.contradiction (ขัดแย้ง) : สมมติว่า เรามีสิ่งนึงที่ต้องการพิสูจน์ เราก็สมมติในทางตรงกันข้ามซะ แล้วดูว่า ถ้าเราสมมติในทางตรงกันข้าม กับสิ่งที่มันควรจะเป็น มันจะเกิดสิ่งที่ขัดกับหลักความเป็นจริงว่าอย่างไรบ้าง

จงพิสูจน์ว่า "ตดเหม็น" : สามารถพิสูจน์โดย contradiction ได้ดังนี้

  • ขั้นแรก ให้สมมติในสิ่งที่ตรงกันข้าม กับสิ่งที่ต้องการพิสูจน์ก่อน นั่นคือ สมมติว่า "ตดหอม"
  • เนื่องจากว่า ตดผ่านรูขี้ออกมา จึงสรุปได้ว่า ขี้ย่อมมีกลิ่นหอมหรือไม่มีกลิ่น (เพราะถ้าขี้มีกลิ่นเหม็น ถึงตดจะหอมเองของมัน แต่เมื่อมันผ่านรูขี้ออกมา มันก็เหม็นอยู่ดี)
  • แต่เนื่องจากว่า เรารู้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้ว่า เป็นไปไม่ได้ที่ขี้จะหอมหรือไม่มีกลิ่น อันเนื่องมาจาก การทำงานของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่
  • ดังนั้น สิ่งที่เราสมมติว่า "ตดหอม" จึงเป็นไปไม่ได้ด้วยเหตุนี้แล
  • ตดจำต้องเหม็นอยู่ต่อไป

จงพิสูจน์ว่า "a+1 > a เมื่อ a เป็นจำนวนจริงใดๆ"

  • สมมติในทางตรงกันข้าม นั่นคือ a+1 <= a
  • นำ a ไปลบ ทั้งสองข้าง ของอสมการจะได้ a+1-a <= a-a
  • จะได้ว่า 1 <= 0 ซึ่งเป็นไปไม่ได้
  • ดังนั้น สิ่งที่เราสมมติไว้นั่นคือ a+1 <= a จึงไม่มีทางเป็นจริง
  • ส่งผลให้ a+1 > a เป็นสัจนิรันดร์อมตะตลอดกาล(ยิ่งกว่ากดสูตรเกม คอนทร่า 30 ตัว Orz")

3.contra positive (ผกผวน) : ถ้าเราต้องการพิสูจน์ข้อความ ถ้า p แล้ว q ซึ่งในบางครั้ง พิสูจน์ตรงๆ พิสูจน์ยาก เราก็เปลี่ยนไปพิสูจน์ข้อความ ไม่q ถ้าแล้ว ไม่p แทน เพราะเรารู้ว่า สองข้อความนี้ ให้ค่าความจริงเหมือนกัน(สมมูลกัน)

จงพิสูจน์ว่า "ถ้ารักแล้วย่อมเคยคิดถึง"

  • สเต็ปท์แรก เราก็เปลี่ยนข้อความที่จะพิสูจน์เป็น "ถ้าไม่เคยคิดถึงแล้วแสดงว่าไม่รัก"
  • จากข้อมูล สำหรับคนที่เราไม่เคยคิดถึงเลย ย่อมแสดงว่า ไม่ใช่คนสำคัญของเราแน่ๆ
  • คนที่เรารัก ย่อมเป็นคนสำคัญของเรา
  • ดังนั้น คนที่เราไม่เคยคิดถึง จึงไม่ใช่คนที่เรารัก
  • ทำให้ "ถ้ารักแล้วย่อมเคยคิดถึง" เป็นจริงจ้ะ ที่รัก

จงพิสูจน์ว่า "ถ้า 2a = 0 แล้ว a = 0"

  • เราจะเปลี่ยนมาพิสูจน์ข้อความ "ถ้า a ไม่เท่ากับ 0 แล้ว 2a ไม่เท่ากับ 0" แทน
  • เรามี a ไม่เท่ากับ 0
  • คูณ 2 ทั้งสองข้าง ของอสมการ a ไม่เท่ากับ 0 จะได้ 2xa ไม่เท่ากับ 2x0 หรือ 2a ไม่เท่ากับ 0 นั่นเอง
  • ดังนั้น เราสรุปได้ว่า "ถ้า a ไม่เท่ากับ 0 แล้ว 2a ไม่เท่ากับ 0" เป็นจริง
  • ส่งผลให้ "ถ้า 2a = 0 แล้ว a = 0" เป็นจริงด้วย เนื่องมาจาก เป็นข้อความที่สมมูลกัน

4.Induction (อุปนัย) : อันนี้เป็นของเล่นสำหรับจำนวนเต็มโดยเฉพาะเลยครับ ... ทุกคนรู้จักโดมิโน่ ใช่ไหมครับ สมมติว่า โดมิโน่ตัวแรกล้ม ล้มต่อกันไปเรื่อยๆ แล้วเราก็มองข้ามช็อตไปที่ตัวไหนก็ไม่รู้ สุ่มมาซักตัวนึง ถ้าเราสุ่มมั่วๆมายังไงก็ช่าง ไอโดมิโน่้ตัวที่เราจิ้มนั้น ก็ล้ม แล้วตัวถัดจากตัวที่เราสุ่ม ก็ยังล้ม เราก็น่าจะอนุมานถวายแหวน ได้ว่า โดมิโน่ตัวสุดท้าย ก็น่าจะล้ม เช่นเดียวกัน

สมมติว่าเรามีประพจน์ P(n) อยู่ ถ้า

  1. P(k0) ซึ่งเป็นเสมือนตัวเริ่มต้นของโดมิโน่เป็นจริง
  2. ถ้า P(k) เป็นจริง แล้ว P(k+1) เป็นจริง สำหรับทุกๆ k แล้ว เราจะสรุปได้ว่า P(n) เป็นจริงสำหรับทุกๆ n

จงพิสูจน์ว่า "ถ้าเราตักไอศครีมมาใส่ถ้วย เราจะได้ไอศครีมที่มากขึ้น เสมอ ณ เวลาที่ตัก"

  • สมมติตอนนี้ เรามีไอศครีมอยู่ในถ้วย a ก้อน
  • สมมติต่ออีกว่า เราตักไอศครีมเพิ่ม n ก้อน
  • ดังนั้น เราต้องการพิสูจน์ว่า P(n) คือ a+n > a เมื่อ n เป็นจำนวนนับ(1, 2, 3, ...)
    • โดมิโน่ตัวแรกของเราที่เราต้องตรวจสอบว่าเป็นตริงหรือไม่ นั่นก็คือ P(1)
    • เพราะ 1 สมาชิกตัวแรกของจำนวนนับ
    • เราจะได้ว่า P(1) คือ a+1 > a เป็นจริง(ดูได้จากตัวอย่างกรณี contradiction ข้างบนครับ)
    • ต่อมา ให้สมมติว่า P(k) คือ a+k > a เป็นจริง
    • เราต้องแสดงให้เห็นว่า P(k+1) เป็นจริงด้วย
    • จาก a+k > a ให้บวก 1 เข้าที่ด้านซ้ายมือของอสมการ
    • จะได้ a+k+1 > a หรือ a+(k+1) > a เป็นจริง [อาศัยคุณสมบัติ A > B แล้ว A+1 > B]
    • a+(k+1) > a คือ P(k+1) นั่นเอง
    • สรุปได้ว่า P(k+1) เป็นจริง
    • โดยวิธีอุปนัย สรุปได้ว่า a+n > a สำหรับทุกๆจำนวนนับ n
  • ตักไอศครีมเพิ่ม ก็ย่อมมีไอศครีมมากกว่าเดิม ณ เวลาที่ตัก ด้วยเหตุฉะนี้แล

/โอ๊ซซซซ กว่าจะจบ อึ๊บซะหลายยก

เอ็นถี่ที่เกี่ยวข้อง : ทำไม "ไม่มีสมาชิกExteenที่พูดความจริงเลยซักคน" จึงเป็นเท็จ , มีสมาชิกวงK-OTICบางคน เป็นคนเขมร

หมายเห็ด : ส่วนหนึ่งของเอ็นถี่นี้ ขออุทิศแด่ "เพื่อนผู้ตดเป็นฝนเลือด" (สิมาบ่หว่า - -a)

หมายเห็ด : มีตัวอย่างนึง ของเอ็นถี่นี้ ที่จริงๆแล้ว ไม่สามารถนำมาเป็นตัวอย่างได้ด้วยประการทั้งปวง ทายซิ ตัวอย่างไหน ... ไปล่ะ เฟี้ยวววววว (แถวบ้านเรียกกวนตีนเทพครับ ทิ้งคำถามไว้แล้ววิ่งหนี)

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เรียนวิดวะมา ผมเริ่มอยากจะอวกกับ คณิตแสดแล้ว

ยิ่งข้อสอบแต่ละข้อ จงพิสูจน์ อะไรอย่างนี้

ให้มา ห้าข้อกับกระดาษห้าแผ่น

โอ้ยปวดกระบาลลsad smile

#1 By Under Constuctive Man on 2008-04-03 23:15

เวลาตักไอติมทีไรมันลดลงทุกที จนหายไปเลย open-mounthed smile

แพนด้าตัวกลางน่ารักจังเลย แพนด้าฯต้องชอบแน่ๆ big smile

#2 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-04-03 23:17

sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile

#3 By WhiteMapleS on 2008-04-03 23:17

เวงกำ

กำลังงง

หาข้อผิด

รอซักแป๊ป

#4 By Under Constuctive Man on 2008-04-03 23:21

ตดไม่จำเป้นต้องแหวกขี้ เพราะถ้าเราขี้ออกไปหมดก็จะไม่มีขี้ให้แหวก ถึงไม่มีขี้คนเราก็ยังตดเห็น แล้วทำไมเรอออกมาทางปากถึงไม่เห็นเหมือนออกทางก้นอ่า - - sad smile sad smile sad smile

#5 By หมีขั้วโลก™ on 2008-04-03 23:22

โอ้ว...
ปอลอ.แพนด้าน่าสะเทือนใจมากค่ะ อิ อิ

#6 By (^_^)/nana on 2008-04-03 23:23

เป็นลม................
ผมคิดว่าไอ้ ตด นี่ แหละ ที่ผิด

เหมือนมันจะไม่เกี่ยวกะคนิดแสด

แต่อธิบายอย่างนี้ได้ว่า ตื่นเช้ามา ตดเหม็นเพราะมันเป็นตดหัวขี้ เนื่องจากมีการสะสมกากอาหารของเมื่อคืน

ตดออกมาเลยเหม็น

แต่พอขี่แล้ว (กรณีขี้สุด)

ตดก็ไม่เหม็น เพราะเราได้ปล่อยกากอาหารซึ่งเป็นที่อยู่ของแบคทีเรีย ตดจึงไม่เหม็น

แต่พอกินข้าวเที่ยงไป รอประมานบ่ายสาม ตดจะเริ่มเหม็น

เนื่องจากกากอาหารในตอนเที่ยงเริ่มลงมาที่ลำไส้ใหญ่

เอาเข้าไป sad smile

#8 By Under Constuctive Man on 2008-04-03 23:28

อ่าน #8 By Under Constuctive Man กี่ทีก็ฮา พี่ชอบไอเดียของน้องจังเลย มันสุดลิ่มทิ่มตูดได้ใจดีแท้ ... cry

#9 By Eddy on 2008-04-03 23:40

"Quod Erat Demonstrandum"
Q.E.D. big smile big smile
อย่าลืมเฉลยด้วยหละครับ

คิดไปคิดมาปวดหัว

จากฮาๆเริ่มเครียดsad smile

#11 By Under Constuctive Man on 2008-04-04 00:04

ขอตอบว่า "ตดเหม็น"ครับ(แต่ยกมาใช้2ครั้งแฮะ)

เพราะไม่มีการพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุด แถมยังมีการไปอ้างทฤษฎีบทจากไหนก็ไม่รู้ แล้วยังโยนให้ คุณหมอโรคจิต อีกตะหาก 555(ซึ่งผิดหลักการพิสูจน์ เพราะยังไม่รู้ว่าคุณหมอโรคจิตพิสูจน์ทฤษฎีบทนั้นได้มั้ย)

สรุปว่า ผมขอตอบว่า"ตดเหม็น"ไม่สามารถนำมาใช้เป็นตัวอย่างได้ เป็นคำตอบสุดท้ายครับ confused smile

ปล.พี่เอ็ดอย่าลืมมาเฉลยนะครับ

ปล2.ผมตอบถูกรึเปล่าเนี่ย(มั่วสุดๆ 555)confused smile

#12 By SkyKiD on 2008-04-04 00:28

ที่จริงไม่ได้ลืมหรอกนะครับ แต่อยากพิมพ์ไว้อีกคอมเมนท์จะได้เห็นง่ายๆ(มั้ง)

ขอเสริมนิดนึงคร้าบบบบ เผื่อมีคนสนใจ

สิ่งที่ถือว่าเป็นจริง โดยไม่ต้องพิสูจน์(เช่น 1+1 = 2) เรียกว่า สัจพจน์ครับ big smile

#13 By SkyKiD on 2008-04-04 00:36

เป็นแพนด้าที่เห็นกี่ทีก็สะเทือนใจจริงๆ...
เรื่องพิสูจน์ตอนเรียนรู้สึกว่าง่ายๆ จิบๆ จำๆหน่อยๆ
แต่ทำไมสอบมาก็ตกเหมือนเดิม T_T
โจทย์โรงเรียนนี้มันโหดร้ายทารุณไปแล้ว!!! จะเทพกันไปไหนครับ!!!

แต่ตอนนี้เรียนเลขสายภาษา ณ ฝรั่งเศส...
โคตรง่ายเลยพี่น้องครับ!
ติดแต่...แปลโจทย์ไม่ออก T_T
เป็นฝรั่งเศสมาสามบรรทัดรวด...ขอมาแบบเป็นตัวเลขได้ม้าย~

ปล.รู้หรือไม่ แถวนี้เขาเอาเครื่องคิดเลขเข้าห้องสอบด้วยแหละ
มันกดเครื่องคิดเลขแม้กระทั่ง...
...จงหา 50% ของ 4...
เอ่อ ขอข้ามเอนทรี่นี้ไปเลยแล้วกัน

#15 By azlaz on 2008-04-04 01:07

สนุกดี .. ถูกหรือผิดไม่รู้ แต่ได้อะไรใหม่ๆ ดี 555
ส่วนตัวชอบ "รามานุจัน" มาก พยามยามอ่านหนังสือ
ไปด้วยคิดไปด้วย .. เลยอ่านนานเลย แถมคิดไม่แตกอีก 55
Hot!
"ถ้าเราตักไอศครีมมาใส่ถ้วย เราจะได้ไอศครีมที่มากขึ้น เสมอ ณ เวลาที่ตัก"

ตักไปซักชั่วโมงก็กลายเป็น น้ำ+ไอติมเหลว

ดังนั้น ไอติมจะไม่มากขึ้นเสมอ

เหตุผลมันดูทุเรศๆไงไม่รู้ sad smile

#17 By อัจฉริยะโง่ on 2008-04-04 02:29

#16 By ★ STARBUCKS! no coffee,no me and no you!

ผมมีหนังสือ ชีวประวัติของรามาณุจัน เหมือนกันครับ เป็นอัจฉริยะบุคคลที่มีเรื่องราวชีวิจน่าสนใจมาก เอามาสร้างเป็นหนังดราม่าได้สบายๆเลย ...

#18 By Eddy on 2008-04-04 08:10

/me เจอคณิตฯ เสยปลางคางลงไปนอนสลบ
จำได้เลย เอนทรีเปิดตัวพี่ท่าน ก็ true ๆ false ๆ ปวดขมับพอกัน sad smile
Hot!

/me ผ่านมาแบบงงกดให้แล้วก็จากไปsad smile

#20 By UnknowPerson on 2008-04-04 10:25

ทราย 1 กองมารวม กับทรายอีก 1 กอง ทำไมไม่เป็นทรายสองกอง

#21 By ฟิวส์ on 2008-04-04 10:46

ตอบ #21 By ฟิวส์

เพราะได้ทราย 1 กอง ที่มีปริมาตรเท่ากับ ทรายสองกองที่เอามารวมกัน และการบวกทรายเป็นคนละระบบกับการบวกบนจำนวนจริง โอเปอเรเตอร์ "บวก" ที่ใช้ เป็นไปตามหลักแห่ง "โพลีมอร์ฟิซึ่ม" ครับ

#22 By Eddy on 2008-04-04 10:55

MATH MODEL นี่นา sad smile

มึนเลย โดยเฉพาะวิธีสุดท้าย

#23 By NOT_KUNG on 2008-04-04 11:42

sad smile แพนด้าหนึ่งตัว แพนด้าสองตัว แพนด้าสามตัว..
เ๊ะมันใช่แพนด้ารึเปล่า sad smile (มึนส์)

#24 By ☆[ i ]Rin☆ on 2008-04-04 11:49

อ่านทฤษฎีแล้วมึนจิต แต่พอเจอกรณีตัวอย่างแล้วเข้าใจง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ

ปล. อ่าว แล้วกรณีตดมีเสียงล่ะคะพี่ มีข้อพิสูจน์อะไรรึไม่ embarrassed

#25 By a-moment on 2008-04-04 12:13

อืม...ว่าละก็...ตดเหม็นอย่างงี้ขี้เถอะครับ

#26 By hollow on 2008-04-04 13:18

เอ๊ะ! ตดคือ ลมที่ออกมาทางก้นใช่มะ แล้วถ้าเปลี่ยนการทดลองเป็น การอัดลมเข้าไปทางก้น แล้วค่อยใช้กำลังกล้ามเนื้อบีบมันออกมาอีกที จงตอบคำถามต่อไปนี้

1)ลมชนิดนี้ เรียกว่า "ตด" ได้หรือไม่
2)ลมที่ปล่อยออกมานี้ จะมีกลิ่นเหม็นตามทฤษฎี"ตด"หรือไม่ จงอธิบาย
3)ถ้าอัดลมให้ย้อนผ่านขี้ ขึ้นไปลำไส้ใหญ่->ลำไส้เล็ก->กระเพาะอาหาร->หลอดลม->คอหอย->ปาก ลมที่ออกมาทางปาก จะเหม็นเหมือน "กลิ่นตด" หรือ "กลิ่นเรอ" จงให้เหตุผลประกอบ

สงกะสัยใคร่รู้เจงๆๆ รบกวนครูเอ็ดด้วยนะคร้าบ

question

#27 By nork on 2008-04-04 14:01

เป็นเรื่องที่เกลี๊ยดเกลียดเมื่อตอนเรียน Discrete Math ว่าแต่มีวิธีพิสูจน์มั๊ย ว่าคุณ Eddy ไม่ได้เป็นเกย์ 555Hot!

#28 By [M]och on 2008-04-04 20:22

ตอบ #28 By [M]och

แหมะ นัดเดตกันซักครั้งดูไหมเคอะ

#29 By Eddy on 2008-04-04 20:25

ปรัชญา >>> คณิตศาสตร์
คณิตศาสตร์ >>> ปรัชญา

#30 By Лайка on 2008-04-05 15:46

ถ้าตอบถูกแล้วได้อะไรคะ55555(มั่นใจจังนะเธอ...ตอบผิดหน้าแหกนะยะ...)

เอาหนะเนอะ แหกก้อแหกดิ

ตัวอย่างที่"ถ้ารักแล้วย่อมเคยคิดถึง"คะ
เพราะไม่รู้ว่าว่าใครรัก ใครคิดถึง คิดถึงใคร รักใคร
....ส่วนตดมันเป็นสัจธรรมโลก
เพราะใครก้อตกเหม็นคะ(มั่นใจ)
sad smile

#31 By be-gift on 2008-04-08 17:53

เอิ้้้วววววววว~~~~~

ต้องเอาไปเขียนอธิบายจริงไหมครับนี่