ฉลากประกอบเอ็นถี่ : เอ็นถี่นี้ อาจมีเนื้อหาเกี่ยวกับคณิตแสดดด ให้งงสาดดด ,,, ถ้างง ก็ไม่ต้องสนใจส่วนที่เป็นคณิตแสดดดก็ได้ครับ เอาเป็นว่าอ่านไอเดียคร่าวๆ และการประยุกต์ก็พอ (เดี๋ยวจะหาว่าไม่หล่อ แล้วยังไม่เตือนชาวบ้านเค้าอีก =3=)

ควายเดิมตัวที่แล้ว : แคลคูลัส ทำแป๊ะซะอะไรได้มั่ง

แอบเห็นหลายคนบ่นกันมาว่า เราจะเรียนแคลคูลัสไปทำเป็ดปักกิ่งอะไรมิทราบ โอ๊เ่ข่ ,,, เมื่อขอมา เราก็จัดให้

วันนี้ขอนำเสนอ การประยุกต์ใช้แคลคูลัสกับเรื่องใกล้ตัวเรา ที่เชื่อว่าหลายคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่เกี่ยว นั่นก็คือ เรื่องเสียงเพลง

และถ้าใครเคยใช้โปรแกรมวินแอมพ์ หรือโปรแกรมเล่นเพลงอะไรก็แล้วแต่ หลายๆคนคงจะมีนิสัย ชอบปรับ Equalizer ใช่ไหมครับ ,,, ถ้าลุง,ป้าคนไหน ไม่รู้จัก อีควายไรเซ่อ ก็มีหน้าตาแบบนี้แหละก่ะ >>>

ผมก็เป็นคนนึงที่ชอบปรับ เพราะมันให้ความรู้สึกเหมือนกับเราเป็น DJ หรือ Sound Engineer ยังไงมิรุ แต่ส่วนใหญ่ปรับไปปรับมา เสียงมันจะห่วยกว่าเดิม (และก็ต้องกลับมาใช้ค่าเริ่มต้นเหมือนเดิม = =")

แต่รู้บ้างไหมครับว่า แค่เราเลื่อนปุ่มไปมา ก็ถือว่า เราได้ต้อนรับแคลคูลัสให้ก้าวเข้ามาอยู่ในชีวิตเราแล้ว (*- - หวังว่าคงจะไม่มีใครกลัวแคลคูลัสซะจนไม่กล้าไปปรับอีควายไรเซ่ออีกต่อไปนะครับ)

เอาล่ะ ก่อนอื่น ขอพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า "Time Domain" และ "Frequency Domain"

Time Domain แปลตรงๆตัว ก็คือ การพิจารณา ตามเวลา สมมติ ว่า เพลงของเราเป็นฟังก์ชั่นอันนึง การพิจารณาแบบ Time Domain ก็คือ พิจารณาว่า แต่ละวินาทีเนี่ย เพลงของเรา จะมีลักษณะ เป็นยังไง >>

Frequency Domain แปลตรงๆตัว(อีกนั่นแหละ) ก็คือ การพิจารณาตามความถี่คลื่น สมมติว่า เพลงของเราเป็นฟังก์ชั่น เราก็จะมาพิจารณาว่า เพลงของเรา มีเสียงต่ำ,เสียงเบส(ความถี่ต่ำ)เป็นเท่าไหร่ มีเสียงสูง,เสียงฉาบ(ความถี่สูง)เป็นยังไง >>

จากรูปข้างบน นับจากซ้ายไปขวา ก็คือ ความถี่ต่ำไล่ไปหาความถี่สูง (จากตัวอย่างนี้ บอกว่า เพลงที่ผมนำมาเป็นตัวอย่าง มีเสียงต่ำมากกว่าเสียงสูง เพราะช่วงความถี่ต่ำ มีค่าจุดยอด[peak]สูงกว่าช่วงความถี่สูง)

ข้อมูลดั้งเดิมที่เราได้มา มักจะเป็นข้อมูลแบบ Time Domain นั่นคือ สนใจว่า เวลาเท่านั้นเท่านี้ กราฟเป็นยังงั้น ยังงี้ ,,, แต่ปัญหาคือ ถ้าเราพิจารณาตามช่วงเวลา เราจะปรับปรุง ปรับแต่งห่าเหวอะไรก็ยากชิบโป้งเลย ,,, ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่า เราเปิดเพลงสาวจันทร์กั้งโกบของพรศักดิ์ ส่องแสงอยู่(บ่งบอกอายุชะมัด =..=) แล้วเรารู้สึกว่า เราอยากฟังเบสทุ้มๆขึ้นอีก ถ้าพิจารณาตามช่วงเวลา ซึ่งมันขยำทุกสิ่งปี้เข้าไว้ด้วยกันหมด เราทำห่านทำหงส์อะไรไม่ได้เลย ,,, แต่ถ้าเราพิจารณาตามช่วงความถี่ เรารู้ว่า เบสคือช่วงความถี่ต่ำ เราก็ไปเพิ่มความถี่ช่วงนั้นซะ เราก็จะได้ฟังสาวจันทร์กั้งโกบเบสทุ้มๆสมใจอยาก

ทีนี้ ปัญหาก็คือว่า เราจะแปลงข้อมูลแบบ Time Domain ไปเป็น Frequency Domain ได้อย่างไร คำตอบก็คือ "แคลคูลัส" เป็นคำตอบสุดท้าย

ด้วยสิ่งที่เรียกว่า "อนุกรมฟูริยร์" (Fourier Series) ซึ่งเป้นตัวแบบทางแคลคูลัสอันโด่งดังไปทั่วโลก(อันนี้พูดจริงๆนะครับ ของเค้าดังจริงๆ) คิดค้นโดย Joseph Fourier นักคณิตศาตร์ชาวฝรั่งเศส

โมเดลนี้ ไอเดียก็คือ สมมติว่า เรามีฟังก์ชั่นf(x)อยู่ตัวนึง[x = เวลา] สมมติในกรณีอย่างง่ายให้มีคาบเป็น 2L (นั่นก็คือ ค่าของฟังก์ชั่นจะกลับมาอยู่ที่เดิม เมื่อเวลาผ่านไป 2L หน่วยเวลา) เราสามารถเขียนฟังก์ชั่นให้อยู่ในรูป ผลบวกของฟังก์ชั่น sin กับ cos ได้ดังนี้

เมื่อ

ขั้นตอนสุดท้ายในการแปลงจาก Time Domain เป็น Freequency Domain ก็คือ การพิจารณา Magnitude ซึ่งมีค่าเท่ากับรากที่สองของสัมประสิทธิหน้า cos กับ sin := an2+bn2 โดย n/L ก็คือ แต่ละช่วงความถี่นั่นเอง

ทีนี้ เมื่อเรา แปลงเพลงของเรามาเป็น Frequency Domain สมใจอยากแล้ว เราอยากฟังช่วงความถี่ไหน ชัดๆ เน้นๆ เราก็จัดการปรับใน อีควายไรเซ่อ ได้ตามศรัทธา่ (สังเกตอีควายไรเซ่อ จากซ้ายไปขวา จะเรียงจากความถี่ต่ำไปสูง)

ซึ่งจริงๆแล้ว การที่เราพิจารณาบน Frequency Domain ก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาล และเป็นก้าวสำคัญของการฟังเพลงบนโลกดิจิตอลเลยก็ว่าได้นะครับ ,,, เคยสงสัยไหม ทำไมไฟล์ mp3 ถึงมีขนาดเล็ก แต่ยังคงคุณภาพเสียงที่พอรับได้อยู่ นั่นก็เพราะ คนสร้างไฟล์ mp3 ขึ้นมา เขาแปลงไฟล์เสียงต้นฉบับมาเป็น Frequency Domain แล้วตัดเอา ช่วงความถี่ออกน่ะสิครับ (ซึ่งตัดออกแล้ว ยังทำให้คุณภาพเสียงอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้) เมื่อมีข้อมูลน้อยลง(เพราะบางช่วงความถี่ถูกตัดออก) ขนาดไฟล์จึงมีขนาดเล็กลง

และสำหรับโปรแกรมเมอร์คนเขียนโปรแกรมแต่ง เสียง เขาก็จะพิจารณาว่า ช่วงความถี่ไหน เป็นคลื่นรบกวน เขาก็จะตัดช่วงความถี่นั้นออกซะ ก็จะช่วยให้เรา ได้เสียงที่เคลียร์ขึ้น

อ๊ะ!!! ผมลืมไป การแปลงสัญญาณเสียงในโทรศัพท์มือถือก็ใช้หลักการตัดช่วงคลื่นความถี่นี้เหมือนกัน เพราะการสนทนานั้น เราไม่ได้คิดว่าจะต้องฟังเสียงอะไรชัดเจนมากมาย เอาแค่ฟังพอรู้เรื่องระดับที่หูคนปกติแยะแยะออกก็พอแล้ว(หวังว่าคงไม่มีใครอยากเล่น sex phone แบบ super base นะครับ =..=") ดังนั้น เพื่อไม่ให้ก้อนข้อมูลมีขนาดใหญ่เกินไป วิศวะกรจึงสร้างให้โทรศัพท์มือถือสามารถตัดความถี่เสียงบางช่วงที่ไม่จำเป็นออกไป

จริงๆแล้ว ไม่ใช่แค่เสียงหรอกนะครับ ,,, ภาพดิจิตอล หรือ วีดีโอ ก็ใช้หลักการเดียวกันหมด ดังนั้น ถ้าโลกนี้ไม่มีแคลคุลัส มัลติมีเดีย บนโลกดิจิตอล ก็คงพัฒนาได้ไม่ถึงขนาดนี้

หมายเห็ด :ผมอธิบายในส่วน Fourier Series ได้ไม่ละเอียดนัก(มีรายละเอียดหลายอย่างที่ผมข้ามไป) เพราะมันจะทำให้เอ็นถี่นี้หนักเกินไป สนใจรายละเอียดเรื่องนี้โดยเฉพาะ ค้นคว้าเพิ่มเติมได้ที่ Math World ครับ

[Fourier Series] , [Fourier Transform] , [Fast Fourier Transform]

หมายเห็ด : โปรแกรมที่ผมใช้ทดสอบเสียงในเอ็นถี่นี้ก็คือ Nero Wave Editor(แถมมาพร้อม Nero ลองเปิดเล่นดูได้ครับ)

Special Thank : SDL Delphi Component Suite for Source Code & Demo Program

ข้อคิด : ในการเรียนตลอดหลักสูตร ไม่มีใครรู้หรอกว่า เด็กแต่ละคน โตขึ้นจะเป็นอะไร ,,, การที่คนคนนึง ออกมาบอกว่า เรียนไปทำไม ไม่เห็นได้ใช้ มันก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะ ถ้ามีเพื่อนคนอื่นของคุณซักคนนึง ได้นำสิ่งที่คุณไม่ได้ใช้ ไปทำประโยชน์ให้กับมวลมนุษย์ได้ ถึงแม้ว่า คนที่เหลือของรุ่น จะไม่ได้ใช้เลยก็ตาม แต่มันก็คุ้มแล้วมิใช่หรือ? ,,, ใครจะไปรู้ล่ะ ถ้าเราไม่รู้ว่าจะเรียนชีวะไปทำไม แต่เพื่อนคนอื่นของเรา อาจจำเป็นในการเป็นหมอในอนาคต ถ้าเราไม่รู้ว่าเราจะเรียนฟิสิกส์ไปทำไม แต่เพื่อนคนอื่นของเรา อาจจำเป็นในการเป็นวิศวะในอนาคต ถ้าเราไม่รู้ว่าจะเรียนคณิตศาสตร์ไปทำไม แต่เพื่อนคนอื่นของเรา อาจคิดสมการที่มีคุณประโยชน์กับโลกมนุษย์ แบบที่นิวตัน, ไอน์สไตน์, ฟูริเยร์, ปีธาโกรัส หรือนักคณิตศาสตร์นามกระเดืองคนอื่นๆเคยคิดเอาไว้ ก็เป็นได้ ,,, จงอย่าคิดแต่เพียงว่า ความรู้ที่มีใช้ประโยชน์ไม่ได้ แต่จงคิดว่า ความรู้ที่มีจะเอาไปใช้ประโยชน์ยังไง(แม้กระทั่งความรู้ที่เราคิดว่ามันเป็นขยะในตอนนี้ มันอาจจะมีประโยชน์กับเราในเบื้องหน้า)

ของแถม : เพลงนี้เป็นเพลงตัวอย่างที่ผมใช้เล่นในเอ็นถี่นี้ครับ ตัวแรกจะเป็นไฟล์ต้นฉบับยังไม่ปรับแต่ง

ส่วนตัวที่สอง จะเป็นตัวที่ผม ลดความถี่ต่ำลง และเพิ่มความถี่สูงขึ้น(ให้แสบแก้วหูเล่นๆ)

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ทำแล้วดูโปรเฟสน่าดูเลยนะเนี่ย

ปล. เห็นคำว่าแคลคูลัสปั๊บขนลุกซู่cry sad smile
จงอย่าคิดแต่เพียงว่า ความรู้ที่มีใช้ประโยชน์ไม่ได้ แต่จงคิดว่า ความรู้ที่มีจะเอาไปใช้ประโยชน์ยังไง



อูย....คมเลือดบาดซิบค่ะ


เพิ่งรู้ว่ามันใช้ทำได้แบบนี้ด้วย แต่อ่านแล้วยังมีงงๆมั่งแฮะ

จะว่าไปถ้าเราสามารถเลือกที่จะเรียนเจาะ ให้มันเป็นประโยชน์กับสิ่งที่เราจะทำในอนาคตแต่เนิ่นๆก็ดีสินะคะ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ทำสิ่งที่ต้องการอีกนั่นแหล่ะ บางทีความรู้ที่เราได้นำมาใช้ อาจจะเป็นสิ่งที่เราคิดตอนแรกว่าไม่จำเป็นก็ได้sad smile (งงไหม? เอ้อ คนพิมพ์ก็งงเอง-*-)

#2 By { J I N N Y } on 2008-04-25 20:05

เขียนได้น่าสนใจดีครับ big smile

#3 By tiew@fine on 2008-04-25 20:06

ก็บอกแล้วววว......F แคล F แคลลลล....
.
.
ฮือออออออออออ

#4 By ArchmaniaC on 2008-04-25 20:08

ยากอ่ะ

พอเห็นสูตรพรืดๆแล้วมึนเลย

ต้องรีบเลื่อนเม้าส์ลงทันทีsad smile
ทำใจอ่านไม่ลงครับเพราะไม่รู้เรื่องตั้งแต่ time domain แล้วอ่ะครับ sad smile

#6 By UnknowPerson on 2008-04-25 20:15

จงอย่าคิดแต่เพียงว่า ความรู้ที่มีใช้ประโยชน์ไม่ได้ แต่จงคิดว่า ความรู้ที่มีจะเอาไปใช้ประโยชน์ยังไง


ชอบประโยคนี้มากๆครับ จากใจจริง Hot!

#7 By SkyKiD on 2008-04-25 20:22

อุอุ F cal3 มาสองรอบแล้ว

#8 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2008-04-25 20:22

embarrassed

#9 By D û D e ` z on 2008-04-25 20:26

งง พะยะคะ =/|\=" คารวะงามๆ 1 จอก...

#10 By !!!~.C.D.~!!! on 2008-04-25 20:28

อ๊ากกกกกกกก

เจอแคลฯ ยังรู้สึกเจ็บปวดไม่หาย

เหมือนโดนข้าวสารเสก...

แต่..ปรับกราฟมันใช้สมการยากส์ขนาดนั้นเลยเหรอ??
แต่ดูๆไม่ก็ไม่ได้ยากมากมายนะ แค่ซับซ้อนเล็กน้อย...

ชอบตอนหลังๆเกี่ยวกับข้อคิดครับ
ทำให้ผมรู้สึกดีกับหลายวิชาที่มีอคติอยู่ ^^

#11 By SuBBatH on 2008-04-25 20:34

อ่านจบแล้วอยากกินพาราซักกำมือ sad smile

#12 By zarawut on 2008-04-25 20:35

ฉันตกเลขว่ะเอ็ด

#13 By Zomme on 2008-04-25 20:47

ตอนเรียนทำไมจานไม่สอนแบบนี้มั้งฟะ

#14 By WhiteMapleS on 2008-04-25 21:10

เข้าบลอคพี่มีเรื่องมห้มึนตลอดเลย



คณิตแสดดด
มันอยู่รอบตัวเราเลยนี้หว้า

#15 By Dongz on 2008-04-25 21:18

พระเจ้าช่วย - -''

ตอนปรับจูนเสียงเวลาตัดต่อนี่ ใช้แต่โปรแกรมกับการเดาสุ่มตามประสบการณ์ล้วนๆเลยแฮะ

ถ้ามีคนเขียนโปรแกรมโดยอาศัยหลักการณ์พวกนี้ก็คงดี อาจจะตัดต่อเสียงได้เฮ้วขึ้น
เอิ้กๆ บางประโยคมุกแรงมากๆ จนเกือบคิดว่าอ่าน Uncyclopedia อยู่ เอิ้กๆsad smile Hot!
แหะๆ ที่จริงอยากจะบอกว่า เล่าได้มีสาระดีมากค้าบบcry

#17 By VVITch on 2008-04-25 21:26



เหมือนจะเข้าใจ
...
...
แล้วจะกลับมาอ่านรอบที่แปดให้เข้าใจอีกค่ะsad smile

#18 By ต้า on 2008-04-25 21:30

ผมก้ชอบปรับและเสียงมันจะห่วยกว่าเดิม เหมือนกันเลยล่ะครับ และก็ต้องกลับมาใช้ค่าเริ่มต้นเหมือนเดิม

ไม่รู้ว่าเรียนแคลคูลัสไปทำเป็ดปักกิ่งอะไร
แต่เรียนไปก็เอาไปซื้อไก่ในตลาดมะด้ายยย

แรนแคลทีไรเกือบตกทุกที เฮ้อ

big smile
ไม่อ่านเอนถี่นี้

ข้าม!!

Hot!

#21 By iDoi* on 2008-04-25 22:26

โอ๊ คิดได้ >.<

#22 By [=M e K=] on 2008-04-25 22:59

อ๊ะ แบบนี้สงสัยเปิดเทอมไป ต้องมาหาอาจารย์เอ็ดบ่อยๆซะแล้น ~

ผมเรียนเป็น ซาว์ดเอ็นฯ แต่ตอนม.ปลาย หลักสูตรดันไม่มีสอนแคลเนี่ยสิ !! ชิบหายย

#23 By iMase on 2008-04-25 23:35

โหย เก่งแฮะ ไม่ได้เรียนคณิตมาเลย ที่โรงเรียนสอนแต่วาดรูป
-_-' ขอย้อนไปหาหนังสือคณิตขอ ม.ต้น ม.ปลาย มาดูประกอบก่อน
อยากเข้าใจนะเนี่ย ^-^'
ยอมรับจริงๆท่านเอ็ด ว่าคนคิดของพวกนี้นี่เก่งมากๆ ผมล่ะเป็นแต่เอามาใช้ Hot!

#25 By Terrorist is back! on 2008-04-26 00:33

เวงกำ เอามาโยงกันจนได้

นับถือในความคิด (แหวกแนว)

Hot!

#26 By Under Constuctive Man on 2008-04-26 04:32

โอ้ สุดยอดมาก wink พึ่งรู้ว่าโปรแกรมใกล้ตัวก็มีแคลคูลัสอยู่ด้วย

แต่แอบมึนตั้งแต่เห็นสมการแล้วครับ sad smile

#27 By NOT_KUNG on 2008-04-26 07:38

สุดยอด รู้ลึกรู้จริงต้องคุณอี้เด๊ด

#28 By (^_^)/nana on 2008-04-26 10:11

อะไรคือแคล

555+

#29 By LinGmnZ on 2008-04-26 11:35

เกลียดแคลอะท่าน
แต่ที่อธิบายทำให้พอเข้าใจว่าเอาไปใช้ยังงัย แปลงยังงัย
แม้ไม่เข้าใจสูตรเลยซักกะติ๊ด...เดียว

ขอแนะนำหนังสือซักเล่ม เผื่อจะสนใจ
the little king december

http://www.pantip.com/cafe/library/bookcase/preview/1498.html

เป็นหนังสือภาพคะ เรื่องนี้ตั้งคำถามเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของเราเยอะแยะเลย แต่ประเด็นที่เกี่ยวกับที่ท่านเอ็ดเขียนคือ การโตของเรา ทำให้เราเลิกที่จะฝัน ตอนเด็ก เราอยากเป็นหมอ เป็นนักบิน เป็นครู...และอีกมากมาย
เมื่อเราโตขึ้น เราเกลียดเลข เราเลยเป็นไม่ได้อีกหลายอย่าง ....สิ่งที่เราเป็นได้ค่อยๆน้อยลง จนสุดท้าย เราเป็นได้อย่างเดียว (ซึ่งจริงๆแล้ว เรายังเป็นได้อีกตั้งหลายอย่าง....คนเขียนเริ่มงงเอง)จบดีกว่า

....กำลังคิดว่า...แล้วหนังสือเล่นนี้มันเกี่ยวกะที่พี่เอ็ดเขียนตรงไหนหว่า ....ปล่อยเบลอดีกว่าคะ sad smile

#30 By be-gift on 2008-04-30 12:12

กรี้ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

Signal and System Analysis

มันตามมาหลอกหลอนฉานถึงที่นี่sad smile