"สมการไม่มีความหมายใดๆสำหรับผม หากมันไม่เผยให้เห็นถึงความคิดของพระเจ้า" (ศรีนิวาสะ รามานุจัน)

นั่นคือ ข้อความในตอนหนึ่งของหนังสือชีวประวัติของนักคณิตศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ชาวอินเดีย นามว่า รามานุุจัน ,,,,

ในโลกนี้ มีความเชื่ออยู่สองอย่าง ,,, อย่างแรก คือ ความเชื่อที่ว่า มนุษย์ได้สร้างคณิตศาสตร์ขึ้นเพื่ออธิบายความเป็นไปในธรรมชาติ ,,, ส่วนอย่างที่สอง คือ ความเชื่อที่ว่า คณิตศาสตร์เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ มนุษย์เพียงแค่ค้นพบมันเท่านั้น

สำหรับ รามานุจัน ผู้ซึ่งนับถือศาสนาฮินดู และเกิดในวรรณะพราหมณ์ ไม่แปลก ที่เขาจะเชื่อว่า คณิตศาสตร์ เป็นผลงานและวรรณกรรมของพระผู้เป็นเจ้า เพราะ ในศาสนา ฮินดู ธรรมชาติทุกอย่างล้วนเป็นผลงานของพระผู้เป็นเจ้า ตามความเชื่อของหลักตรีมูรติ (พระพรหมผู้สร้าง, พระศิวะผู้ทำลาย, พระนารายณ์ผู้ปกปัก)

สำหรับผม พระเจ้าที่รามานุจันพูดถึง คือ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ คือความเป็นสัจธรรมบนโลก ,,, สมการไม่มีความหมายใดๆสำหรับผม ถ้ามันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่ออธิบายธรรมชาติ

1+1 = 2 เป็นของไร้ค่า ราคาต่ำ ถ้าหากมันไม่ถูกใช้อธิบาย ถึงธรรมชาติที่ว่า มีนกเกาะที่กิ่งไม้หนึ่งตัว ต่อมา มีนกบินมาเกาะอีกหนึ่งตัว ขณะนั้น เรามีนกสองตัว

อนุพันธ์ ช่างเป็นขยะที่หนักอึ้งเสียจริง ตราบจนเรานำมันมาใช้อธิบายเหตุการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น

ค่าพาย ก็จะเป็นได้เพียงแค่จำนวนอตรรกยะอันยุ่งยากจำนวนหนึ่งเท่านั้น ถ้าหากเราไม่นำมันมาใช้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความยาวรอบรูปหรือพื้นที่ของวงกลมกับเส้นผ่านศูนย์กลาง

เหล่านี้ คือ สิ่งที่ธรรมชาติกำลังถามเราว่า ธรรมชาติคือคณิตศาสตร์ หรือ คณิตศาสตร์ึืคือธรรมชาติกันแน่ ,,,

หลายๆครั้ง นักปราชญ์ในยุคโบราณ เช่น เพลโต หรือ อริสโตเติล ก็เลือกที่จะ อธิบายปรัญาผ่านทางเรขาคณิต เพราะพวกเขามีความเชื่อที่ว่า ถ้าหากเราล่วงรู้ความลับของเรขาคณิต เราก็จะล่วงรู้ความลับของจักรวาล

พูดถึงนักปราชญ์ ผมขอพูดถึงพระพุทธเจ้า ,,, พระพุทธเจ้าทรงเป็นนักตรรกศาสตร์ทีมีตรรกะที่น่าสนใจ ,,, ผมจะขอยกตัวอย่างหลักธรรมที่ชื่อว่า "ปฏิจจสมุปบาท" ซึ่งได้กล่าวถึงเหตุและผลแห่งธรรมที่จะต้องอาศัยกัน ,,, โดยได้อธิบายถึงความสัมพันธ์ของปัจจัยต่อเนื่องของสิ่งต่างๆดังนี้ (วิกพีเดีย)

# เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี
# เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี
# เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี
# เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี
# เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี
# เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
# เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี
# เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปทานจึงมี
# เพราะอุปทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี
# เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี
# เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี
# ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ ก็มีพร้อม

นี่คืออะไร นี่คือการให้เหตุแบบนิรนัย นั่นเอง ,,, เราสามารถสรุปได้จากเหตุผลของหลักธรรมได้ว่า "เพราะอวิชชา ความเศร้าโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ ก็มีพร้อม" ,,, อวิชชา ซึ่งหมายถึง ความไม่รู้ในอริยะสัจสี่ จึงเป็นเหตุแห่งความ ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ

จะเห็นได้ว่า หลักธรรม มีการเชื่อมโยงด้วยตรรกะง่ายๆ แต่รัดกุม มีการเชื่อมโยงอย่างชัดเจน

คณิตศาสตร์จึงไม่ใช่เรื่องของสมการ แต่ คณิตศาสตร์คือเรื่องของ ธรรมชาติ ปรากฏการณ์ สัจธรรม และ ปรัชญา

Tags: ธร