หลายๆครั้ง ที่ผมเจอน้องๆที่ท้อแท้กับการเรียน แล้วจะรำพึงว่า "ไม่รู้เขาจะให้เรียนไปทำไม เรียนไปแล้วก็ไม่ได้ใช้" เช่น

"เรียนไป ก็เอาไปซื้อของในตลาดไม่ได้ มีมะ ไปซื้อหมูแล้วต้องดิฟ ต้องอินทิเกรตให้แม่ค้าดู"

"ทำงานมาตั้งหลายปี ตูยังไม่เคยได้ใช้ดิฟกับอินทิเกรตเลย"

หรือล่าสุด ในเดี่ยว7 ของโน้ส อุดม บอกว่า 

"พายอาร์กำลังสอง สอนกูทำไม!!!"

,,, ,,, ,,,

1.เหตุเริ่มต้นมันคงเป็นเพราะ คนเรียนไม่ถนัดในวิชานั้น (คนที่ออกมาบ่นแบบนี้ ส่วนใหญ่มักจะเรียนวิชานั้นได้ห่วยแตก!!!) เมื่อไม่ถนัด ก็เรียนเอาแค่พอถูๆไถๆ ให้มันจบๆไป ไอ้เรื่องจะเอาไปประยุกต์ในชีวิตจริง ก็คงไม่ต้องพูดถึงกัน ,,, แต่บางครั้ง คนที่เรียนได้ดี แต่ไม่ได้คิดจะต่อยอด ก็ออกมาบ่นแบบนี้เหมือนกัน

2.ส่วนนึงก็ต้องยอมรับว่า หลักสูตรการศึกษาในระดับมัธยมโคตรจะจับฉ่าย อะไรต่อมิอะไรก็ไม่รู้ ถูกยัดเยียดเข้ามาใส่สมองของผู้เรียน ,,,  ลองนึกถึงสมัยเรียนเล่นๆ ในแต่ละเทอมเราจะต้องเรียนหรือถูกยัดเยียดให้เรียนอะไรบ้าง 

3.แต่บางครั้ง จะว่ายัดเยียดไปซะทั้งหมด ก็คงไม่ถูก เช่น ถ้าให้เลือกเรียน จะมีเด็กซักกี่คน ที่อยากเลือกเรียนวิชาศาสนา ,,,, จะมีเด็กผู้ชายซักกี่คน ที่อยากเรียนวิชาภาษาไทย ,,,  หรือ น้องผู้หญิงบางคนก็อาจจะไม่อยากเรียนวิชาพละกลางแดด

4.ลองย้อนกลับไปตอนอยู่มัธยม บางคนก็ยังไม่รู้ตัวเองเลย ว่าชอบอะไรกันแน่ ,,, บางคนก็พอถูๆไถๆ ได้บางวิชา ,,, บางคนก็เก่งทุกวิชา ,,, และบางคน ก็ห่วยแตกทุกวิชา ,,, การให้เรียนแบบจับฉ่าย ก็เพื่อให้เด็กได้ลองศึกษา เพื่อเข้าใจว่า ตัวเองถนัด หรือไม่ถนัดอะไร เช่น โอเค เรียนแคลคลัส เรียนฟิสิกส์ แล้วไม่เวิร์ค ก็ไม่ต้องสะดิ้งไปสอบวิศวะ(ตามเพื่อน) ,,, เรียนภาษาไทยแล้วง่วงทุกที ผันวรรณยุกต์ก็ยังไม่สู้เด็กป.สี่ อักษรศาสตร์เอกภาษาไทย ก็คงไม่ใช่คุณ ,,, เพราะบางคน มีแค่ความชอบ แต่ไม่มีความถนัด ถ้าไม่ลองเรียนดู ก็อาจจะไม่รู้ว่าไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ดังนั้น การได้ลองซดจับฉ่ายหลายๆชาม ก็อาจจะเหมาะสำหรับคนที่กำลังตามหาว่า ตกลงกูชอบชามไหนกันแน่ (ซึ่งคนประเภทนี้ มีมากซะด้วย ,,, รวมทั้งตัวผมเองนั่นแหละ)

5.เราเกิดมาในยุคที่โชคดีสุดๆ ที่คนรุ่นก่อนได้คิดอะไรต่อมิอะไรแบบสำเร็จรูปไว้ให้เราแทบจะหมดแล้ว ของบางอย่าง มันง่ายซะจนเราไม่รู้ว่า กว่าจะได้มันมา เขามีกระบวนการคิดอย่างไร ,,, เมื่อไม่สนใหรือ อาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องสนใจ ความรู้พื้นฐานต่างๆ เราก็พลอยคิดไปว่า มันคงไม่ได้ใช้หรอก ,,, แต่สาบานต่อนรกอเวจีเลยว่า ถ้าไอแซค นิวตัน, อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, โทมัส อัลวา เอดิสัน, พี่น้องตระกูลไรท์ หรือท่านอื่นๆ คิดแบบนี้กันหมด ลองจินตนาการดูว่า เทคโนโลยีอะไรจะหายไปบ้าง? ,,, และถ้า คนรุ่นเรา คิดว่า เรียนไปก็คงไม่ได้ใช้เหมือนๆกันหมด เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ ศิลปะ วรรณกรรม ก็คงจะหยุดนิ่ง ณ ตรงนี้

6.ในขณะที่เราไม่ได้ใช้งาน หรือต้องการเรียนแค่เพียงให้มันผ่านๆไป หรืออะไรต่อมิอะไรก็แล้วแต่ ,,, ลองมองไปรอบข้างสิ อาจจะมีเพื่อนเราซักคน ที่จะได้ใช้งานมันในอนาคตก็ได้ ,,, สมมติมีเด็ก 50 คน ,,, อาจจะมีเด็กเพียงแค่คนเดียว ที่สามารถนำความรู้ไปใช้งานให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมได้ แต่มันก็คุ้ม ไม่ใช่รึ? ,,, เพื่อนๆ แถวๆบ้านขงท่านสุนทร ภู่ อาจจะไม่มีใครสนใจโคลง กลอนเลย ,,, เพื่อนๆร่วมรุ่นของไอแซค นิวตัน อาจจะสงสัยว่า ทำไมท่านต้องสนใจคณิตศาสตร์ และฟิสิกส์ขนาดนั้น ,,, สิ่งที่หลายๆคน มองว่า คงไม่เป็นประโยชน์ ในภายภาคหน้า สิ่งนั้น อาจจะเป็นคุณอเ