ที่นี่...บ้านนอก

posted on 05 Jan 2009 15:46 by watchi in EDhibition, EDtivities

รู้สึกจะกลายเป็นทำเนียนปฏิบัติของผมไปแล้ว ที่เวลากลับบ้านทีไร ต้องเก็บรูปหรือเรื่องมาเล่าให้ฟังในบล็อกอยู่บ่อยไป

ผมว่า เรื่องราวภูธรอะไรทำนองนี้ถ้าจะให้เล่าแบบจริงๆจังๆ ผมว่าให้อัพเป็นเดือนๆ หรืออาจจะเป็นปีๆ ก็ไม่หมด เพราะมันมีแง่มุม และซอกหลืบที่น่าสนใจมากมายเลื้อออเกิน

ครั้งนี้ผมเอาอะไรจากบ้านนอกมาฝากบ้าง ไปชมกันเลย

1.รถอีแต๋น

รถอีแต๋น ที่ไม่ใช่ของอีแต๋น หากแต่มีข้อสันนิษฐานที่มาของชื่ออีแต๋นมาจากอาการที่รถวิ่งช้าอย่างสะแหลนแต๋น (ที่มา วิกิพีเดีย) และอีกสมมติฐานหนึ่ง มาจากเสียงรถที่จะดัง แต๋นๆๆๆ อย่างที่ชาวบ้านผมบางคนจะเรียกรถแบบนี้รวมทั้งรถไถเดินตามที่ใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกันว่า รถอีตั๊ก ... ตั๊กๆๆๆ

รถอีแต๋นผลิตในประเทศจึงมีราคาถูก ใช้เป็นยานพาหนะพาเกษตรกรลุยทุ่งไร่ทุ่งนา และโดยเฉพาะหน้าที่ในการบรรทุกผลผลิตไปยังแหล่งรับซื้อนี่ อีแต๋นเธอถนัดนักแล

,,, ,,, ,,,

2.รถคีบอ้อย

ผมจำได้ว่าเมื่อสมัยยังเป็นบักหำน้อย สมัยนั้นรถคีบอ้อยคืออะไร ทุกคนก็จะส่ายหัวงึกๆ ด้วยความก่งก๊ง แต่พอมา 5 ปีให้หลังมานี้ ชาวไร่อ้อยทุกคนต่างรู้จักรถคีบอ้อยกันเป็นอย่างดี

เมื่อก่อน ในยามถึงฤดูกาลตัดอ้อย คนงานจะตัดอ้อยรวมเป็นมัด มัดละ10-20ต้น จากนั้น ก็จะให้คนงานมาแบกอ้อยขึ้นรถบรรทุก ซึ่งขั้นตอนดังกล่าว กินเวลาเป็นวันๆ

ทุกวันนี้ ในยุคหนุ่มสาวทะลักเข้ากรุงและหัวเมืองใหญ่เพื่อแสวงหางานที่เบากว่าและรายได้ดีกว่า (ได้ยินแว่วเสียงคนแซวว่า เขาและเธอเหล่านั้น เข้าไปเป็นหนุ่มแว้นซ์และสาวสะก๊อย รวมทั้งชาวอีโม ดังจะสังเกตได้จากมีคนเข้าใจผิดว่า คนเหล่านั้นเป็นคนพันธุ์เดียวกับชาวไร่อ้อย -..-) คนงานตัดอ้อยและแบกอ้อยหายากยิ่งนัก คนตัดก็ต้องนำเข้าจากลาว ส่วนคนแบกยิ่งไม่ต้องพูดถึง แทบจะเรียกว่า ไม่เหลือเผ่าพันธุ์คนแบกอ้อยอยู่ในโลกนี้อีกต่อไปแล้ว

วาย โซว์ ซีเครียด?

ก็ในเมื่อไม่มีคน ก็ใช้เครื่องจักรสิ นี่แหละ จึงเป็นที่มาของ The Ages of รถ Keep อ้อย ดังที่เห็นเยี่ยงนี้แล

,,, ,,, ,,,

3.ลานรับซื้ออ้อย

ยังอยู่ที่เรื่องอ้อยๆ (ลองพูดพูดคำว่า อ้อย ติดกันหลายๆครั้ง จะได้อารมณ์มั้กๆ *3*)

นี่คือลานรับซื้ออ้อยจากพ่อค้าคนกลาง ที่ไปตั้งลานเพื่อรับซื้ออ้อยจากชาวไร่กันถึงถิ่น

อันที่จริง เรื่องแบบนี้ก็มีมาตั้งแต่นมยานกาเลแล้ว แต่ธุรกิจลานอ้อยก็มาเฟื่องสุดๆเมื่อ 2 ปีให้หลังนี่เอง

พวกเราทุกคนมักจะถูกปลูกฝังกันมาว่า "ควรหลีกเลี่ยงการขายผลผลิตทางการเกษตรให้กับพ่อค้าคนกลาง" เพราะมันจะถูกกดราคาอย่างไม่เป็นธรรม

คำถามคือ ก็รู้ทั้งรู้อย่างนี้แล้ว ทำไมชาวไร่เขาถึงเลือกที่จะขายอ้อยให้กับลานรับซื้ออ้อยในราคาที่ต่ำกว่าโรงงานตันละเกือบๆ 100 บาท

ชาวไร่ ไมได้โง่ และก็รู้กลไกข้อนี้เป็นอย่างดี

ทุกอย่างเป็นไปตามเกมที่ทุกคนจำต้องเล่น

ชาวไร่ ไม่ได้มีรถบรรทุก 10ล้อ หรือ 6ล้อ กันทุกคน นั่นหมายความว่า ถ้าจะขายอ้อยให้กับโรงงานที่อยู่ไกลออกไปจากไร่หลายสิบกิโลเมตร ก็ต้องจ้างรถของคนอื่น

ชาวไร่เขาจะต้องแบกรับค่าน้ำมัน ค่าคนงาน ค่ารถคีบอ้อย สำหรับการบรรทุกอ้อย 1 เที่ยวต่อวัน

ยิ่งถ้ารถบรรทุกมีน้อย แต่ชาวไร่อ้อยมีมากสวนทางกันเท่าไหร่ ค่าตอบแทนในการจ้างรถก็จะสูงขึ้น และอ้อยที่ตัดรอการบรรทุกไปโรงงาน นับวันก็จะสูญเสียน้ำหนักไป

แต่ถ้าจู่ๆ มีคนมารับซื้ออ้อยอยู่ที่ปลายจมูก จริงอยู่ที่ค่าตอบแทนอาจจะถูกกว่าเมื่อเทียบกับขายให้โรงงาน หากสิ่งที่สามารถประหยัดได้มันคือ ค่าน้ำมัน และเวลา

น้ำมันระหว่างระยะทางหลายสิบกิโลของรถบรรทุก กับระยะทางไม่ถึง 2 กิโล มันคนละเรื่องกันอย่างแน่นอน และยิ่งได้รถคีบอ้อยเข้ามาช่วย ในการจัดการไร่อ้อยแปลงนึง อาจประหยัดเวลาได้ 2-3 วัน สิ่งที่ตามมาคือ น้ำหนักของอ้อยไม่หายไป เ