EDtivities

คำถามยอดฮิตที่สมัยเด็กๆพวกเรามักจะเจอคืออะไรครับ จำได้ไหม "ประสบการณ์ครั้งแรกของน้องเกิดขึ้นที่ไหน?" แว้กกกกกก ไม่ใช่ละ อันนั้นมันคำถามในนิตยสารFHMต่างหาก

คำถามที่ผมกำลังพูดถึงอยู่เนี่ย มันก็คือ "โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร" แน่นอนว่าคำตอบยอดฮิตของเด็กๆก็เป็นต้นว่า หมอ ตำรวจ ทหาร พยาบาล และก็สุดท้ายคือ ดาราหนังโป๊ เอ่อ อันสุดท้ายนั่นอาจจะเป็นแค่เด็กชายEddy คนเดียว ฮี้กับๆ

เข้าเรื่องซักที(นอกเรื่องตามกมลสันดานจนได้) อาชีพยอดฮิตที่เด็กๆมักจะเลือกไปตอบอีกอาชีพหนึ่งก็คือ ครู ครับ ใช่ครับ ค. ร. อู ครู อ่านว่า ครู มีความหมายตามพจนานุกรมว่า ผู้สั่งสอนศิษย์, ผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์ ซึ่งเป็นคำที่เรายืมมาจากภาษาบาลี(ครุ อ่านว่า คะ-รุ) และภาษาสันสกฤต(คุรุ)

มันก็แปลกเหมือนกัน ที่ผมจำได้ว่า ผมเคยตอบว่าอยากเป็น ตำรวจ ทหาร และเซนต์เซย่า(อันนี้เคยตอบจริงๆ ไม่ได้เล่นมุก) แต่ผมกลับไม่เคยตอบใครเลยว่าอยากเป็น ครู ทั้งๆที่ผมมีพ่อและแม่เป็นครู นั่นอาจเป็นเพราะว่าผมเห็นวิถีชีวิตของพ่อแม่ แต่ละวันไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิมเลย ไปโรงเรียน เจอเด็ก สอนหนังสือ กลับบ้าน เป็นอย่างนี้อยู่ร่ำไป ผมจึงคิดว่า อาชีพครูเนี่ยช่างไม่น่าตื่นเต้นเสียเลย(อย่าพึ่งด่าผมนะ ว่าทำไมเมิงไม่ไปเป็นสตันท์แมนเลยล่ะ)

จวบจนช่วงชีวิต ม.ปลายที่ผมจะต้องเลือกแล้วว่าอยากจะเป็น อยากจะเรียนอะไร ผมก็ยังสับสนอยู่ว่า นี่กูอยากเรียนคณะอะไรดีวะ แม่อยากให้ผมเรียนเทคนิคการแพทย์ แต่ผมรู้ตัวว่าด้วยความไม่สันทัดด้านวิชาเคมี ชีวะ ของผม และตลอดจนการทำงานในห้องแล็บ ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของผมแน่ ผมจึงปฏิเสธไป

ในที่สุดผมจึงเดินเข้าไปหาอาจารย์แนะแนว และถามว่าผมควรเลือกอะไรดี อาจารย์ก็ถามผมว่า "เราถนัด หรือ ชอบวิชาไหน" ผมก็ตอบไปว่า "คณิตแสดครับจ๊ารย์" ... ล้อเล่น จริงๆตอบอย่าเจี๋ยมเจี้ยมว่า "คณิตศาสตร์ครับผม" อาจารย์ก็เลยแนะนำว่า สนใจ computer science ไหม เพราะใช้คณิตศาสตร์เยอะ แถมโลกยุคปัจจุบันเป็นยุคโลกาภิวัตน์ การที่เรารู้เรื่องคอมพิวเตอร์ก็เหมือนกับการได้รู้เท่าทัน"โลกกว้าง"

"โลกกว้าง" โอว คำสั้นๆ แต่ทรงพลังหยั่งแรงงง ถูกใจวัยรุ่นหยั่งแรงงง ดังนั้นผมแทบไม่ต้องลังเล ผมจึงเลือก คณะวิทยาศาตร์ ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ของ ม.ขอนแก่น ...หยั่งแรงงงงงงงงง

ในช่วงแรกของชีวิตเด็กวิทย์คอม เต็มไปด้วยความยากลำบากเหลือเกิน เพราะผมอาจจะเป็นเด็กวิทย์คอมปี2เพียงคนเดียวในจักรวาลนี้ ที่ไม่รู้ว่า Harddisk และ Ram คืออะไร!!!!!!! อุเหม่ Jetเข้ แล้วเมิงจะเรียนรอดไหมเนี่ย ผมสบถให้กับตัวเอง

แต่ก็นั่นแหละ ชีวิตมหาลัย มันดีตรงมีเพื่อนช่วยเนี่ยแหละ เพราะถ้าเราเอาแต่ช่วยตัวเอง(เอ๊ะ ความหมายแปร่งๆ)ทั้งๆที่ไม่มีความรู้มันก็คงจะเรียนไปไม่รอด ด้วยความที่ผมหน้าด้าน หน้ามึน ผมจึงไม่อายที่จะถาม ถามแหลก ตั้งแต่เรื่องขี้ๆ ไปจนถึงเรื่องเยี่ยวๆ จนพอปี4 ก็พอจะเขียนเว็บ เขียนโปรแกรม ให้สมกับได้ชื่อว่าเป็นเด็กวิทย์คอมกับเขาได้บ้าง

ชีวิตผมเดินมาถึงตรงนี้ ผมคิดว่าชีวิตน้อยๆ น่ารัก งุงิ ของผม (ให้เวลา 1 นาที ไปอ้วก แล้วกลับมาอ่านต่อ) คงไม่แคล้วต้องเป็นโปรแกรมเมอร์ที่ไหนซักแห่ง แต่ต้องไม่ใช่ที่บางกอกเมืองฟ้าอมร เพราะผมลองไปฝึกงานที่บางกอกแล้ว ผมรู้ตัวเลยว่าวิถีชีวิตของผม ไม่เหมาะกับที่นั่นด้วยประการทั้งปวง(เล่าถึงตรงนี้ อย่าพึ่งบ่นผมนะ ว่า สรุปมันเกี่ยวกับครูตรงไหนฮึ)

จนแล้วจนรอด ก็มี บริษัทซอฟท์แวร์จากสระบุรีติดต่อเข้ามา ผมและเพื่อนๆจึงไปสมัคร จากนั้นสองสัปดาห์ โทรศัพท์จากบริษัท ก็โทรเข้ามาหาผม แล้วบอกว่าจะรับผมเข้าทำงาน โอวววว บรรยากาศบริษัทห้อมล้อมด้วยภูเขาและฟาร์วัวนม ไม่มีรถติด ไม่มีควัน ไม่ต้องเร่งรีบ เงินเดือนก็สูสีเพื่อนๆที่ไปทำงานบางกอก แถมมีโบนัสให้เที่ยวต่างประเทศอีกต่างหาก นี่มันในฝันชัดๆ ผมจึงตอบเขาไปว่า ให้ส่งหนังสือสัญญามาให้ ขอดูรายละเอียดสัญญาก่อน จึงจะให้คำตอบ

ในตอนนี้ดูเหมือนคงจะไม่มีอะไรมาหยุดยั้งผมให้ไปเป็นโปรแกรมเมอร์คาวบอยได้(แต่งตัวคาวบอยไปเขียนโปรแกรมท่ามกลางฟาร์มวัวคงเท่ระเบิดนิวเคลียร์เลย ฮี้กับๆ) แต่แล้ว ชีวิตคนเราบางทีไอ้ที่ว่าแน่ๆก็ไม่แน่ ไอ้ที่ว่าใช่มันก็ไม่ใช่ ไอ้ที่ว่ากลิ่นเต่ามันก็อาจเป็นกลิ่นตด วันนึงผมเข้าไปเจอสมการการเข้ารหัสไฟล์ทางเว็บไซต์แห่งหนึ่ง ด้วยสมการทางแคลคูลัส ที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายอินทิเกรต(ไอ้เครื่องหมายที่มันคล้ายๆถั่วงอกนั่นแหละ) ผมร้องอุทานกับตัวเองว่า โอ้วพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช มันเฉียบขาดจริงๆ คณิตศาสตร์ทำอะไรได้มากมายขนาดนี้เลยรึ มันทำให้ผมใคร่รู้ในคณิตศาสตร์มากขึ้น จนความคิดจะเข้าเรียนต่อปริญญาโทในสาขาคณิตศาสตร์ก็แว็บเข้ามาในหัวผม

จะดีเร้อ เงินเดือนก็เยอะเชียวนา แถมได้ทำงานในที่บรรยากาศเยี่ยมๆอีกต่างหาก แต่สุดท้ายคำพูดของอาจารย์ที่ปรึกษาของผมตอนผมอยู่ปี2ก็แว็บเข้าหัว อาจารย์แกบอกว่า ชีวิตคนเรา ถ้ามีอายุถึงร้อยปี เราจะมีเวลาใช้ชีวิตแค่3หมื่นกว่าวัน แล้วตอนนี้เราอายุกี่ปี เราเหลือเวลาอีกกี่วัน ที่สำคัญเราจะมีเวลาไปถึง3หมื่นกว่าวันหรือเปล่า ถ้าอยากทำอะไรรีบทำ ก่อนที่จะไม่ได้ทำ freedom one2call (อันหลังไม่เกี่ยว ไม่ได้ค่าสปอนเซอร์ด้วย ผมใช้ ดีแตก)

อย่าไปรอ เอาวะ อยากรู้ก็ต้องมาเรียน ผมจึงสมัครสอบเรียนต่อ ป.โท สาขาคณิตศาสตร์ประยุกต์ ที่ ม.เทคโนฯสุรนารี(มทส) และปฏิเสธสัญญาของบริษัทซอฟท์แวร์แห่งนั้นไปอย่างแอบเสียดายนิดๆ(ทุกวันนี้ ผมยังเก็บใบสัญญาที่บริษัทส่งมาให้ ไว้ดูเล่น)

ด้วยความโชคดีอย่างยิ่งยวดของผม ผมได้รู้จักกับอาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งผมใช้คำนำหน้าเรียกแกว่าพี่(แกเป็นลูกค้าร้านข้าวของหมูอู้ด หมูอู้ดจึงแนะนำให้รู้จัก) แกเป็นคนที่คอยดูแลและเป็นธุระในการหาทุนให้(ค่าเรียนที่นี่ก็แพงไม่ใช่ขี้ๆเลย) ซึ่งต่อมาพี่คนนี้ก็คือ Thesis Advisor ของผมนั่นเอง(อาจจะงงว่าทำไมผมเรียกอาจารย์ตัวเองว่าพี่ นั่นก็เพราะแกจบดร.ตั้งแต่อายุยังน้อย และแกเรียกตัวเองว่าพี่ ผมจึงต้องเรียแกว่าพี่ ตามน้ำไป)

และเนื่องจากว่า ทุนที่ผมได้ ฟรีเฉพาะค่าเรียน ส่วนค่ากินอยู่ก็ต้องหาเอง ผมจึงต้องหารายได้พิเศษด้วยการขายตัวให้กับอาเสี่ยที่นิยมไม้ป่าเดียวกัน เว้ยยยยยย ม่ายช่ายยยย จริงๆแล้วผมหารายได้ด้วยการเป็นผู้ช่วยสอน หรือเรียกย่อๆเป็นภาษาฝรั่ง น้อยหน่า พุทรา มังคุด ว่า TA

การเป็นTA ของสาขาคณิตศาสตร์ มทส มีข้อดีคือ เรามีโอกาสในการใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ เพราะชั่วโมงติว จะแยกขาดจากชั่วโมงสอนของอาจารย์ประจำรายวิชาเลย ก็เหมือนกับว่าเราเปรียบเหมือนครูหน่วยพิเศษ(ต้องอัพเลเวลและกดสูตรออกมา ถึงจะได้TAมาช่วย แหะๆ ล้อเล่น) โดยที่TAจะเน้นที่การทำโจทย์และตัวอย่างข้อสอบ ส่วนอาจารย์ประจำรายวิชา(ผมเรียกว่าอาจารย์ประจำรายวิชาตามที่มหาลัยเรียก แต่ผมชอบคำว่าครูมากกว่า) จะเน้นที่เนื้อหาภาพรวมมากกว่า

จำได้ไหมครับ ผมมาเรียนคณิตศาสตร์เพราะอะไร เริ่มแรก ผมมาเรียนเพราะเหตุผลง่ายๆคือ อยากรู้ โดยไม่ได้แยแสว่าจบไปต้องไปเป็นอะไร อาจจะขายหมูปิ้ง แถวๆ มหาลัยก็ได้(ร้านขายหมูปิ้งกับมหาลัยเป็นของคู่กัน มหาลัยไหนไม่มีร้านขายหมูปิ้งแถวๆนั้น ขอบอกว่า เชยคอดๆ)

แต่หลังจากเป็น TA มาแล้ว 2 วิชา(แคลคูลัส1,คณิตศาสตร์สำหรับธุรกิจ) มันทำให้ผมนึกถึงคำพูดที่ผมจำไม่ได้ว่าได้ยินมาจากไหน คำพูดนี้บอกว่า "การให้ที่ดีที่สุด คือ การให้ความรู้" การที่เราทำให้คนที่ก่งก๊งในเรื่องที่เขาสงสัย มาเป็นเข้าใจ หรือมีทัศนคติที่ดีกับเรื่องนั้นได้ มันอิ่มเอมใจยังไงบอกไม่ถูก ผมเคยคิดว่าคนเหียกๆอย่างกูเนี่ยนะจะไปสอนลูกชาวบ้าน อยากหัวเราะเป็นภาษาตากาล็อกอย่างที่สุด

แต่ก็อย่างว่าแหละครับ ความภูมิใจของครูบางท่าน คือการได้รับการกราบไหว้จากเด็ก แต่สำหรับผม คือการทำให้คนไม่รู้กลายเป็นคนที่ไม่รู้น้อยลง และจะดีมากถ้ากลายเป็นคนที่รู้ได้

อาชีพครู ที่ผมเคยมองข้ามไป จึงเป็นอาชีพที่น่าสนใจขึ้นมาทันทีสำหรับ ผมเคยคิดว่าอาชีพครูเป็นอาชีพที่น่าเบื่อ แต่ผมคิดผิด จริงๆแล้วในการเรียนการสอน ตลอดจนการติว มันอาจจะมีปัญหาที่เราไม่คาดคิดที่เราจะต้องแก้ ผ่านเข้ามาอยู่เรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น

ตอนที่ผมเป็นTA แคลคูลัส ผมเจอเด็กวิศวะที่บวกลบเลขเศษส่วนรวมทั้งแก้สมการไม่เป็นมาแล้ว อุแม่เจ้า หลายคนคงจะอุทานอย่างนั้น แต่สำหรับผม ผมเคยเป็นเด็กวิทย์คอมที่ไม่รู้จักHarddiskกับRamมาแล้ว นับประสาอะไรกับเด็กวิศวะที่บวกลบเลขเศษส่วนกับแก้สมการไม่เป็น ฮีด่ออออ

ยิ่งตอนที่เป็นTAของคณิตศาสตร์สำหรับธุรกิจ ยิ่งต้องใช้กำลังภายในมากกว่าเดิม เพราะเด็กที่ผมติวนั้นเป็นเด็กจากสาขาการจัดกาม เอ้ย การจัดการ หลายๆคนไม่ได้จบมัธยมฯปลายยมาจากสายวิทย์-คณิต ดังนั้นมันก็เป็นโจทย์ของเราเองว่าจะมีเทคนิคยังไงให้เด็กเหล่านี้เขาแก้สมการเป็น รู้ว่าหาอนุพันธ์ หาอินทิเกรตหายังไง รู้จักว่าภาคตัดกรวยคืออะไร(และไม่ให้เขาสบถว่า ครวย เมื่อเรียนภาคตัดกรวย)

เด็กไม่เก่งคณิตแสดดดไม่ผิด ก็ทำไงได้เขาไม่ได้อยากเกิดมาเป็นคนไม่เก่งคณิตแสดดด(ถ้าเลือกได้คนทุกคนก็อยากเกิดมาเก่ง แม่ม ทุกอย่างชี่มี้ ชี่มี้) ดังนั้นปัญหาของเด็กก็คือปัญหาของคนสอน การที่จะทำให้เขามีความรู้สึกที่ดีกับเรื่องที่เขาไม่ถนัดถือเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะไม่มีผีบ้าตัวไหนในโลกอยากเรียนวิชาที่ตัวเองเกลียด และขั้นตอนต่อไปก็คือการหาเทคเนิค(อาชีวะ กับสายสามัญไม่ต้องหา หาเฉพาะเทคนิค ฮี่ๆ ) เทคนิคที่จะทำให้เขาเข้าใจให้มันง่ายและก็มีความรู้สึกว่า โอ้วจอร์จ กูก็ทำเรื่องพวกนี้ได้นี่หว่า

อีกอย่างคือ ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองไปติวในฐานะTA(ยกเว้นตอนรับเงินจากมหาลัย ผมจะบอกคนจ่ายตังค์ว่า ผมนี่แหละTA ตัวจริงเสียงจริง) ผมคิดว่าผมเป็นก็แค่พี่คนหนึ่งเข้าไปติวน้อง การคิดแบบนี้มันมีความสุขกว่าที่สวมหัวโขนของTAและนักศึกษาในห้องติวตามบทบาทไปเรื่อยเปื่อย

ดังนั้น ครูที่ดีในความคิดของผม ก็คือ ครูที่ไม่สวมหัวโขนของครูและเพียงแค่สอนเด็กตามบทบาทเพื่อหวังการกราบไหว้หรือการเคารพบูชา แต่ครูที่ดีคือครูที่คิดว่าตัวเองเป็นคนคนหนึ่งที่เท่าเทียมกับคนที่ตัวเองสอน และเป็นคนที่อยากจะให้คนที่อยู่ต่อหน้าตัวเองมีทัศนคติที่ดีและหายสงสัยในสิ่งที่เขาสงสัย ทั้งที่เป็นสิ่งที่อยู่ตำราหรือสิ่งที่จะผ่านเข้ามาในชีวิต(ด้วยเหตุนี้มั้ง เขาจึงบอกว่าพ่อแม่คือครูคนแรก)

...ว่าแต่ตอนนี้ มีที่ไหนสนใจรับครูคณิตศาสตร์หัวใจงุงิมั่งครับ กิ๊บกิ้วววววววววววว

หมายเห็ด - TAย่อมาจาก Teacher Assistant เคยมีเด็กมาถามผมว่า ย่อมาจากอะไร ผมตอบไปว่า Teacher Abnormal หมายถึง ครูที่ไม่ธรรมดา ๕๕๕

หมายเห็ด - วันที่กำลังอึ๊บเอ็นทรี่นี้ เป็นวันสุดท้ายของการติวอย่างเป็นทางการประจำภาคเรียนนี้ ก็เลยเอารูปน้องๆที่เข้าติววิชาที่ผมเป็นTAมาฝากครับ (ถ้าอยากดูภาพขนาดใหญ่คลิกที่รูปเลยนะครับ)

น้องๆเริ่มทยอยเข้ามา

เคยได้ยิน มุมมองแบบ bird eye view รึเปล่าครับ อันนี้คล้ายๆกันแต่เป็น my ear view(ถ่ายเองเลยติดมาแค่หู )

น้องคนที่กำลังโทรศัพท์ ทุกๆชั่วโมงติวจะต้องมีโทรศัพท์ โทรมาหาน้องเค้า ซึ่งเสียงริงโทนเป็นเพลงแดจังกึม(ล้า ลา ล้า ลา หล่า ลา ล้าาาา) พอดังปุ๊บ ทุกคนในห้องติวรู้เลยว่าโทรศัพท์ใคร

บรรยากาศตอนพักเบรคครับ คนเรามีสมาธิจดจ่อได้แค่45นาที ดังนั้นพอสอนได้ราวๆ1ชั่วโมงผมจึงต้องพักเบรกให้กับน้องๆและเป็นการพักให้น้ำตัวเอง(พูดยังกะนักมวย ) ส่วนน้องแถวหลังสุดที่หันมายิ้มให้กล้อง เป็นแก๊งค์จอมซนประจำห้องติว ชื่อว่าแก๊งค์หมูปิ้ง

และสุดท้ายหลังจากเสร็จสิ้นการติวของภาคการศึกษานี้ ก็ต้องถ่ายรูปหมู่ไว้เป็นที่ระทึก ตามธรรมเนียม

ถ่ายรูปหมู่อีกรูปเพื่อให้น้องคนที่เป็นตากล้องในรูปแรกได้มาเข้ากล้องกับเขาบ้าง

หมายเห็ด - ตอนชวนน้องๆมาถ่ายรูปด้วยกัน ทีแรกแต่ละคนก็เหมือนจะเขินๆอยู่ แต่พอผมมาดูรูปปรากฏว่าเก๊กกันใหญ่เลย ๕๕๕ แหม ทีแรกทำเป็นเขิลเน้ออออ

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณเด็กทุกคนที่ผ่านเข้ามาให้ผมได้สอนและได้ติว เพราะในทางกลับกันระหว่างที่ผมติวเด็กเหล่านี้ ก็ทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างเช่นกัน ขอบคุณจริงๆ Thanx Q

 

     เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา(18 พ.ย. 2550) เป็นวันงานฉลองมงคลสมรสของเพื่อนผม(เข้าไปอ่านได้ในเอ็นทรี เพื่อนคนแรกในรุ่นที่แต่งงาน ได้ครับ) ซึ่งผมก็ไม่พลาดอยู่แล้วที่จะไปกินฟรี เว้ยยยยยยย ไม่ใช่ซักหน่อย จริงๆแล้วนอกจากจะไปร่วมแสดงความยินดีกับพื่อนที่จะได้เป็นฝั่งเป็นฝาแล้ว ผมก็ยังได้รับเกียรติให้ทำหน้าที่พิธีกรของงานอีกด้วย(ทั้งๆที่ให้โอกาสเปลี่ยนใจแล้วเชียว แหะๆ )

     สารภาพตามตรงว่า ถึงแม้จะเคยเป็นพิธีกรให้กับภาควิชาสมัยเรียนปริญญาตรีมาบ้าง แต่กับงานนี้เกิดอาการขี้หดตดหายเล็กน้อยครับ เพราะว่างานค่อนข้างเป็นพิธีการ แถมมีผู้หลักผู้ใหญ่มาร่วมงานกันตรึม ถ้าหากประหม่าจนตอนเชิญประธานในพิธีขึ้นกล่าว ว่า "ลำดับต่อไปขอเชิญท่านประธานขึ้นสู่ยอดเสา" รับรองว่าได้เอาปี๊บคุลมหน้าแหงมๆ

     แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้ด้วยดีครับ ถึงจะมีตะกุกตะกักบ้าง แต่ก็ไม่ได้เผลอพูดอะไรผิดจนไม่น่าให้อภัยมณีออกไป

     พูดถึงเรื่องความรัก และการแต่งงาน เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมเขาถึงเรียกว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ในมุมมองของความน่าจะเป็นแล้ว คิดดูนะครับ ประชากรบนโลกเรามีทั้งหมด 6,671,226,464 คน แบ่งเป็นชาย 3,360,742,758 คน แบ่งเป็นหญิง 3,310,483,706 คน ดังนั้นการที่ผู้ชายคนหนึ่งจะโคจรมาเจอกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งจึงมีค่าความน่าจะเป็นอยู่ที่ (1/3,360,742,758)*(1/3,310,483,706) มีค่าประมาณ 8.99*10-20 และถ้าสมมติให้เหตุการณ์ที่ผู้หญิงผู้ชายเจอกันแล้วแบ่งออกเป็น รัก และ ไม่รัก ดังนั้น ความน่าจะเป็นที่คนจะรักกัน เท่ากับ 50:50 หรือ 1/2 =0.5 และสมมติเหตุการณ์ที่คนรักกันจะลงเอยกัน แบ่งออกเป็น แต่งงานกับไม่แต่งงาน ดังนั้นความน่าจะเป็นที่คู่รักจะแต่งงานกัน เท่ากับ 50:50 หรือ 1/2=0.5 (จริงๆแล้ว ถ้าคิดถึงปัจจัยอื่น เช่น ฐานะ หน้าตา นิสัยใจคอ วิถีการดำเนินชีวิต ตลอดจนสภาพครอบครัว ความน่าจะเป็นจะน้อยกว่านี้มาก)

     จากข้างต้น จะได้ว่า ความน่าจะเป็น ที่ผู้หญิงผู้ชายจะมาเจอกัน รักกัน เอากัน เอ้ยยยย แต่งงานกัน(ภาษาอีสาน เอากัน แปลว่า ตกลงใช้ชีวิตร่วมกัน แหะๆ) จึงมีค่าความน่าจะเป็นอยู่ที่  (8.99*10-20)(0.5)(0.5) = 2.25*10-20 น้อยคอดๆเลยใช่ไหมล่ะครับ(โอกาสซื้อหวยรางวัลที่1ให้ถูกยังมีมากกว่าเลย)

     ก็คิดดูนะครับ ขนาดความน่าจะเป็นน้อยอย่างนี้ เขายังอุตส่าห์มาเจอกัน รักกัน และเอากัน(ตามภาษาอีสาน ) แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เรียกว่า ความรักและการแต่งงาน เป็นสิ่งมหัศจรรย์ได้ยังไงไหว

     มีคนมากมายที่พยายามจะหานิยามความรักว่ามันคืออะไร แต่สำหรับผม ผมคิดว่า ความรักมันเป็นอนิยาม นั่นก็คือไม่สามารถนิยามได้ เรารู้แต่เพียงว่า ความรู้สึกแบบนี้คือความรัก รักแบบไหน แบบ พ่อ แม่ พี่ น้อง สามี ภรรยา แฟน หรือแม้กระทั่ง เพื่อน...กูรักมึงว่ะ  แต่จะให้บอกความหมายชัดๆของมันนั้นมันยากที่จะทำ ก็เหมือนกับเรื่องเซ็ตในคณิตศาสตร์ เรารู้ว่านี่คือเซ็ต(ความรัก) นี่คือสมาชิกของเซ็ต(เรารักใคร) นี่คือสับเซ็ต(รักแบบไหน) นี่คือเซ็ตว่าง(เราไม่รักใคร) นี่คือเซ็ตจำกัด(รักแบบมีขอบเขต) นี่คือเซ็ตอนันต์(รักล้นเหลือ) แต่เราไม่สามารถนิยามได้ว่าเซ็ตคืออะไร เพราะเซ็ตเป็นอนิยาม(คำถามว่า เซ็ต หมายถึงอะไร เป็นข้อสอบสัมภาษณ์ ทุนเรียนต่อคณิตศาสตร์ต่างประเทศครับ ใครสามารถใหความหมายของเซ็ตได้ ถือว่า ผิด!!! อ่าว แล้วคนไม่รู้ เจือกตอบว่า กูมี้รู้ ก็ถูกแบบฟลุคๆอ่ะเด่ะ)

     ทฤษฎีบท: สมการทางคณิตศาสตร์ของความรักสามารถแทนด้วยฟังก์ชั่นเอ็กซ์โปเนนเชียล หรือฟังก์ชันเลขยกกำลัง(แล้วเมิงจะเรียกเป็นภาษาฝรั่งทำซอกตึกอะไรวะเนี่ย ) ด้วยสมการดังนี้

L = RM

     โดยกำหนด L หมายถึง ความรัก, R หมายถึง เหตุผล, และ M หมายถึง ความห่วงหา

     กรณีที่1 R(เหตุผล)น้อย, M(ความห่วงหา)น้อย กรณีนี้ ความรักจะมีค่าคงที่ใกล้เคียงหรือเท่ากับศูนย์ และจะเป็นศูนย์อยู่อย่างนี้ตลอดไป ไม่เพิ่มไม่ลด นั่นก็เพราะกอดคอกันมีค่าน้อยทั้งเลขฐานและเลขชี้กำลัง (ลองกดเครื่องคิดเลข 0.1 ยกกำลัง 0.1 แล้วจะจินตนาการออกเองครับ)

     กรณีที่2 R(เหตุผล)มาก, M(ความห่วงหา)น้อย กรณี้ ความรักจะเข้าใกล้กับค่าคงที่ เนื่องจากว่าเลขฐานนั่นก็คือR(เหตุผล) มีค่ามาก แต่เลขชี้กำลัง(M := ความห่วงหามีค่าน้อย) ความรักก็จะลดลงๆ จนเข้าใกล้ภาวะคงที่ระดับหนึ่ง และก็จะอยู่ภาวะอย่างนั้นตลอดไป แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่ากรณีที่1 เพราะกรณีนี้ความรักไม่ได้ลู่เข้าสู่ศูนย์(ใครคิดไม่ทัน ลองเอา 1ล้าน ยกกำลัง 0 ลองดูครับ)

     กรณีที่3 R(เหตุผล)น้อย, M(ความห่วงหา)มาก กรณีนี้ น่าตกใจ เพราะเนื่องจากว่าเลขฐาน(R := เหตุผล) มีค่าน้อย เอาไปยกกำลังด้วยความห่วงหาที่มีค่ามาก ค่าความรักออกมาจะเป็นตัวเลขที่น้อยมาก(ถ้ามองภาพตามไม่ออก ลองเอา 0.01 ไปยกกำลัง 1ล้าน ลองดูนะครับ) ดังนั้นกรณีนี้ความรักจะกลายเป็นฟังก์ชั่นลดลง ลดลง จนเข้าไปสู่ศูนย์ในที่สุด

     กรณีที่4 R(เหตุผล)มาก, M(ความห่วงหา)มาก แน่นอนว่าถ้าเลขฐาน(ความรัก)และเลขชี้กำลัง(เหตุผล) ต่างมีค่ามากอย่างสมดุลกัน ความรักก็จะเป็นฟังก์ชั่นเพิ่ม(ลองเอา1ล้าน ยกกำลัง1ล้าน แล้วดูค่าตัวเลขดูสิครับ) จนเข้าไปสู่อนันต์(infinity) ซึ่งหมายถึง รักอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั่นเอง

     จาก 4 กรณี นี้ ผมอยากจะกล่าวทิ้งท้ายว่า ผู้หญิงคนนึง กับผู้ชายคนนึง กว่าจะได้มาเจอกันเพื่อรักกันเป็นเรื่องที่ยากมาก(ดูได้จากความน่าจะเป็น) เมื่อมีความรักแล้ว เราก็ควรจะทำให้เลขฐานของความรัก และเลขชี้กำลังของความรัก มันสมดุลกัน จริงไหมครับ พี่น้องงงงงงงงงงงงงงง

Remark - Thank you for Total Population Info. : http://www.geohive.com (November 21, 2007)

หมายเห็ด - ศึกษาเรื่องฟังก์ชั่นเลขยกกำลังได้กับพี่วิกกี้ มาร์ติน ได้เลยครับ >>> Exponential_function

หมายเห็ด - ทฤษฎีบทข้างบน เหลวไหลทั้งเพครับ(อ่าว เฮ้ย) อย่างที่บอกไว้ก่อนที่จะขึ้นทฤษฎีบทนั่นแหละครับว่า ความรักเป็นอนิยาม ไม่มีมนุษย์ขี้เหม็น ขู่เข็ญเทวดาหน้าไหน ที่จะสามารถกำหนดตัวแบบให้กับความรักได้อย่างเป็นรูปธรรมได้ ยกตัวอย่างเช่น บางคู่ อาจจะไม่ค่อยมีเวลาให้กันจนดูเหมือนว่าไม่ห่วงหากันเท่าใดนัก แต่ถ้าเข้าใจเหตุผลของกันและกัน ก็สามารถดูแลความรักได้ดีกว่าบางคู่ที่โทรหากันทุกๆชั่วโมงซะอีก หรือบางคู่ อีกฝ่ายหนึ่งอาจจะเป็นคนปากดี ขี้เอา เหงาแต่ใจ เย้ยยยยย! ปากดี ขี้เหงา เอาแต่ใจ แต่อีกฝ่ายก็รู้ว่าถึงแม้จะเอาแต่ใจไร้เหตุผล แต่ก็คงไม่มีใครรักเราได้มากไปกว่าคนนี้อีกแล้ว ดังนั้นทฤษฎีข้างบนที่ผมโม้มา ก็ไม่เป็นจริงเสมอไป ปรากฏการณ์หลายอย่างในโลกอาจจะแทนด้วยสมการทางคณิตศาสตร์ได้ แต่ต้องไม่ใช่ สิ่งที่เรียกกันว่า ... ความรัก อ่ะฮิ้วววววววววว คมบาดกางเกงในขาดเลยวุ้ย เอ็นทรีนี้

หมายเห็ด - หลังจากได้อ่านคอมเม้นต์เกี่ยวกับวิธีการคิดความน่าจะเป็นที่ดูจะโหดร้ายไปหน่อย เพราะไปคิดแบบคนทั้งโลก เนื่องจากถ้าคิดเป็นประเทศๆไป ความน่าจะเป็นที่คนจะมาเจอกัน รักกัน และแต่งงานกัน ก็ย่อมมีเยอะกว่า ดังนั้นผมจึงลองคิดเฉพาะในประเทสไทย ซึ่งจะได้ว่า ผู้ชายไทยมี 31,105,134 คน ผู้หญิงไทยมี 32,778,527 คน ความน่าจะเป็นตามอย่างข้างบน คือ (1/31,105,134)*(1/32,778,527)*(0.5)*(0.5) = 2.45*10-16 ก็ยังถือว่าน้อยชิหาย อยู่ดี (ขอบคุณ คุณPastelSalad และคุณknights of gemini สำหรับคำแนะนำเกี่ยวกับความน่าจะเป็นครับ)

หมายเห็ด - เอารูปจากงานฉลองมงคลสมรส สมรัก คำสิงห์ เฮ่ย สมรัก เฉยๆ มาฝากครับ (แสงไม่พอ+ปิดแฟลช ภาพก็อาจจะดูย้อนยุคโครมันยอง ซักหน่อยครับ)

ถ่ายกับเจ้าสาวและเจ้าหมูอู้ด

 

ถ่ายกับเจ้าบ่าว ต้องเจี๋ยมเจี้ยมนิสนึง(สลิดมั้กๆ)

 

ถ่ายกับเจ๊แหม่ม เพื่อนเก่าเพื่อนเกลอ(อยากเจอตอนยืมตังค์)

 

ภาพอันชื่นมื่นของเจ้าสาวและเจ้าบ่าว

 

ซักวันเราจะมีงานแบบนี้เป็นของเราเองเนาะหมูอู้ดเนาะ(แว้กกกก เขิลว่ะ)