appliED-Math

srer(สะเหร่อ)

posted on 27 Sep 2007 19:56 by watchi  in appliED-Math

หน้าแตกหมอไม่รับเย็_ (จงเติมอักษรในช่องว่างให้ถูกต้อง)

1) .
2) บ
.
3) ด
.
4)
ถูกทุกข้อ

เฉลย ข้อ3) เจ้ยยยย ข้อ2) ต่างหาก ฮี่ๆ

หน้าแตกหมอไม่รับเย็บกันเลยทีเดียวเชียว สำหรับการไปขอแนวข้อสอบมา กะว่าจะเอามาแจกน้องๆ แต่ที่ไหนได้ น้องมันมีกันเกือบหมดซะละ สรุปกูนี่หลังเขาที่สุด แล้วสะเหร่อไปพูดว่าแนวข้อสอบลับสุดยอด ๕๕๕ ขอหัวเราะเป็นภาษาไทย สะเหร็ทส์(ขั้นสูงสุดของสะเหร่อ)จริงๆเลยกู แต่ไหนๆก็ไหนๆเผื่อจะมีน้องคนไหนหลังเขากว่า ก็ถ้าไม่อยากเสียตังค์ค่าถ่ายเอกสารก็ลาวโดด เอ๊ย ดาวน์โหลด และก็ไปปลิ้น เอ๊ย ปริ๊นท์ ตามลึงค์ เอ๊ย ลิงค์ ข้างล่างนี้ละกัน (ฉลอง 12 ปี ที่เมืองไทย ใช้มุขพูดผิด-พูดแก้ กันหน่อย เฮ้...)

แนว

 

และถ้าใครอยากได้เอกสารเนื้อหา ก็ไปดูดได้ตามลิงค์ข้างล่างละกัน อันเดียวกันกับเนื้อหากับลิงค์ทางขวาของหน้าจอ(แล้วจะทำหลายลิงค์ทำแมวน้ำไรวะเนี่ย)

เนื้อ

เรื่องสะเหร่ออีกเรื่องสำหรับวันนี้คือ หมดขี้หมดตด มีเงินติดตัวอยู่ 40 บาท แต่เอาไปให้น้องรัก(คือน้องมันชื่อว่า รัก) ยืมซะงั้น แต่เป็นอาการสะเหร่อที่ก็ต้องจำยอม เพราะน้องมันกระเป๋าตังค์หาย ไม่มีเงินเติมน้ำมันขับรถเข้ามอ(ว่าจะพาตัวเองกับน้องมันไปออกวงเวียนชีวิตให้มันรู้แล้วรู้แรด)

สรุปว่าตอนนี้มีตังค์ติดดากส์อยู่ 6 บาท!!! ใช่ มันคือ 6 บาท ซึ่งซื้อ ยาคูลท์ได้1ขวด ซื้อหมูปิ้งได้2ไม้ สรุปว่าข้าวเย็นวันนี้จะซิแตกส์อะไรดีว่า ระหว่าง ยาคูลท์กับหมูปิ้ง (T n T)

เจ้าของบลอกอันนี้เป็นนักศึกษาคณิตศาสตร์ แต่ยังไม่มีentryที่เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ซักกะอัน แสดดดดดดด

แม่ - เรียนคณิตศาสตร์นี่มันเรียนอะไรมั่งฮึ
eddy - ไม่รู้จะอธิบายยังไงอ่ะ บอกไปแม่ก็ไม่รู้อยู่ดี
แม่ -

พี่ต่อ(eddy's thesis advisor) - ถ้าตราบใดไม่สามารถอธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจสิ่งที่ตัวเองศึกษาอยู่ แสดงว่าสิ่งที่เรียนมาสูญเปล่า
eddy -

จากบทสนทนา 2 อันข้างบน จึงเป็นที่มาของentryในวันนี้ ซึ่งผมหวังว่า คนที่กำลังเกลียดคณิตศาสตร์ยังกะขี้ จนต้องสบถว่า แสดดด ทุกครั้งที่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมัน อาจจะทำให้คุณน่ะคุณน่ะคุณ และก็คุณ คุณด้วยยยย หันมาสนใจมันมากขึ้นก็ได้

คณิตศาสตร์นั้นมันใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด เอาเป็นว่าแม่ค้าขายข้าวแกง หรือเจ้าของธุรกิจพันล้าน ก็ต้องรู้จักการ บวก ลบ คูณ หาร ไม่งั้นก็คงไม่รู้จักกำไร-ขาดทุน ทำมาค้าขายไปก็มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง

เรารู้จักคณิตศาสตร์มาตั้งแต่เด็กแล้ว อย่างเช่นเราขอเงินแม่ 1บาท  10บาท เรารู้ว่าได้เงิน10บาท สามารถซื้อขนมได้มากกว่าเงิน1บาท เราจึงดีใจกว่าถ้าจะได้เงิน10บท นั่นก็เพราะเรารู้จักคุณสมบัติการเปรียบเทียบของจำนวนนับมาตั้งแต่เด็กแล้ว(จำนวนนับ 1 2 3 4 ... เป็นระบบจำนวนแรกที่คนเรารู้จัก โดยแทบจะไม่ต้องให้ใครมาสอน มันจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Natural Number)

หลังจากนั้นสมมติว่าเราได้เงินเหรียญ10 เอาไปซื้อลูกอม(คาดว่าคนเป็นพ่อแม่ห้ามอม เพราะคงมีอย่างอื่นให้อมแล้ว ) ถ้าลูกอมราคา5บาท เราก็ยังรู้อีกว่า คนขายควรจะทอนเงินให้เรา5บาท ซึ่งมันเป็นผลพวงมาจากการบวก ลบ เลข นั่นเอง ... เห็นหรือยังครับว่า คณิตศาสตร์อยู่กับเราตั้งแต่เรารู้จักขอเงินพ่อแม่ไปซื้อขนมกันเลยทีเดียว

โอเค หลายคนอาจจะเลยวัยเด็กมาหลายสิบปีแล้ว(ฮี่ๆ) อาจจะมโนภาพตัวอย่างข้างบนไม่ออก งั้นเอาเรื่องใกล้ตัวเราในตอนนี้นั่นก็คือ คอมพิวเตอร์นั่นเอง(ผมเชื่อว่าคนที่อ่านบลอกผมต้องอ่านจากคอมฯ คงไม่ได้อ่านจากตู้เย็น หรือหม้อหุงข้าวนะครับ )

เอาเป็นว่าแค่เราเปิดเครื่องคอมขึ้นมา คณิตศาสตร์ก็ก้าวเข้ามาในชีวิตของเราทันที นั่นก็เพราะการจัดเก็บข้อมูลของคอมพิวเตอร์นั้นข้อมูลทั้งหมดทั้งมวลถูกเก็บเป็นแบบไบนารี(Binary)  แล้วอีไบนารีนี่มันคืออะไรงะ? พูดง่ายๆก็คือข้อมูลดิ๊จิตอล ดิ๊จิตอล(กรุณาออกเสียงมันส์ๆ เพื่อความได้อารมณ์) คอมพิวเตอร์จะเก็บในรูปแบบของเลข 0 กับ เลข 1 เรียกว่าเลขฐาน 2 ไฟล์เอกสาร ไฟล์เพลง ไฟล์ภาพ รึตลอดจนหนังโป๊ของท่านๆ คอมพิวเตอร์มันมองเห็นเป็นเลข 0 กับ 1 หมด ส่วนวิธีเก็บนั้นเลข 0 กับ 1 ก็จะถูกเข้ารหัสด้วยสมการทางคณิตศาสตร์แตกต่างกันไป ส่วนโปรแกรมที่ใช้เปิดไฟล์นั้นก็คือโปรแกรมที่ใช้ถอดรหัสสมการนั้นออกมาให้คอมพิวเตอร์รู้จักและแสดงผลออกมานั่นเอง(หวังว่าอธิบายถึงตรงนี้คงไม่มีใครไปนั่งพิมพ์เลข 0 กับ 1 ด้วยความหวังที่จะสามารถสร้างไฟล์หนังโป๊ได้ด้วยตัวเองนะครับ เงิ้กๆ)

พูดถึงคอมพิวเตอร์ หากไม่พูดถึงอินเตอร์เน็ท มันก็คงเหมือนพูดถึงส้มตำลาวแต่ไม่พูดถึงปลาร้า(เกี่ยวรึเปล่าเนี่ยยยย) การส่งข้อมูลไปตามสายส่งข้อมูล ทั้งสายแลนเอย สายโทรศัพท์เอย สายเคเบิ้ลเอิงเอย การส่งนั้นก็ต้องเป็นคลื่นความถี่ไฟฟ้าไป เมื่อข้อมูลไปถึงคอมพิวเตอร์ของเครื่องปลายทางแล้ว ก็อย่างที่บอกในย่อหน้าข้างต้นนั่นแหละครับว่าคอมฯมันจะรู้จักข้อมูลในรูปแบบของไบนารีเท่านั้น วิธีการเปลี่ยนสัญญานคลื่นให้กลายเป็นแบบดิจิตอลนั้นก็ต้องใช้ความรู้ทางแคลคูลัส(นรก! ผมเชื่อว่าถ้าพูดถึงคำว่าแคลคูลัส คงต้องมีคนสบถคำนี้ออกมาแน่นอน) โดยการแปลงนั้นเราจะใช้โมเดลที่เรียกว่าอนุกรมFourier(ออกเสียงเป็นภาษาปะกิตว่า ฟูเรียร์ แต่ออกเสียงตามภาษาฝรั่งเศสว่าฟูริเยร์ เย้! เย้! ) ซึ่งรายละเอียดนั้นผมขออนุญาตไม่ลงลึกไปกว่านี้เพราะอาจจะทำให้เบื่อไปเสียก่อน และที่สำคัญคือผมก็ไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องนี้สักเท่าไรนัก(แฮ่ๆ) แต่ถ้าใครสนใจเข้าไปอ่านต่อได้ที่ คุณพี่วิกกี้ ตามลิงค์นี้เลยครับ http://en.wikipedia.org/wiki/Joseph_Fourier

อาจจะวิชาการไปหน่อย 2 ย่อหน้า กลับมาเรื่องบันเทิงๆสักหน่อย นั่นก็คือ เกมคอมพิวเตอร์ ใครที่เล่นเกมอยู่ทุกวันเคยแอบสงสัยรึเปล่าครับว่าเขาสร้างเกมมาให้เราเล่นได้ยังไง (ตอนนี้คนไทยเก่งมากเลยนะครับ ถึงขนาดได้เป็นหนึ่งในทีมผู้ร่วมพัฒนาเกมวอร์คาร์ฟ เกมโคตรพ่อโคตรแม่ฮิต ของยุคนี้ก็ว่าได้) เอาง่ายๆเลย เวลามีฉากตัวละครเดินชนกัน เกมโปรอาร์เอส เอ้ย โปรแกรมมี่ เอ้ย โปรแกรมมั่ว เอ้ย โปรแกรมเมอร์ เอ้ย ถูกแล้วว (ฉลองครบรอบ12ปี มุขพูดผิด-พูดแก้ เฮ้....) เขามีหลักการยังไงให้รู้ว่าตัวละครเดินมาชนกันแล้ว

ถ้าเป็นเกม2มิติ วิธีนึงที่ใช้ตัดสินว่าตัวละครนั้นมาอยู่ ณ ตำแหน่ง เดียวกันหรือยังก็คือ ใช้สูตรสมการระยะห่างของพิกัดนั่นเอง สมมติว่าพิกัดของตัวละครAเท่ากับ(x1,y1) พิกัดของตัวละครBคือ(x2,y2) ระยะห่างระหว่างตัวละคร2ตัวนี้ก็คือ

 

และถ้าระยะห่างของตัวละคร2ตัวนี้เป็น 0 แสดงว่าตัวละครวิ่งเข้ามาชนกันแล้วนั่นเอง เงง เงง(ในกรณีเกม3มิติ ก็เพิ่มตัวแปร z เข้าไปอีกตัวครับ)

อันนี้เป็นตัวอย่างง่ายๆที่เชื่อว่าหลายคนอาจจะคุ้นเคยมาตั้งแต่สมัยเป็นหนุ่มสาวมัธยมฯ แต่จริงๆแล้วคณิตศาสตร์รวมทั้งฟิสิกส์เป็นสิ่งจำเป็นมากในการสร้างเกมให้สมจริง พูดถึงตรงนี้ จะมีนักเล่นเกมคนไหนน้อ ที่อยากจะเขียนเกมคนไทยไปตีตลาดโลกแบบที่เกาหลี-ญี่ปุ่น เขาทำมั่ง

เอาล่ะ เดี๋ยวจะเบื่อคอมพิวเตอร์กันไปซะก่อน ลองมาดูเรื่องอื่นกันมั่ง อย่างเช่นเรื่องธุรกิจ เขามีวิธีไหนน้า มาตัดสินใจว่า กูจะขายของให้เมิงราคาเท่านี้นะ

วิธีง่ายๆ แบบไม่ต้องคิดอะไรมากก็ดูต้นทุน แล้วอยากได้กำไรยังไงก็บวกเข้าไปจากต้นทุน ง่ายมะ แต่ช้าก่อน!!! หวังเฉา หม่าฮั่น จางหลง จ้าวอู่ ถ้าทำแบบนั้นสำหรับธุรกิจใหญ่ๆ สินค้าอาจจะขายไม่ออกเลยก็ได้ ถ้าหากผู้บริโภคคิดว่าราคาที่ตั้งมานั้นมันแพงเกินไป วิธีนึงที่ผู้ผลิตใช้ก็คือถ้ำมอง(สุ่มดู)พฤติกรรมของผู้บริโภค แล้วเก็บเป็นสถิติเอาไว้ เพื่อนำมาตีเป็นสมการ โดยสมการของความพอใจที่ผู้ซื้ออยากจะซื้อเรียกว่าฟังก์ชั่นอุปสงค์บท เอ้ย อุปสงค์เฉยๆ อันนั้นมันอุปสมบท ส่วนฟังก์ชั่นที่แทนความพอใจที่ผู้ขายอยากจะขายเรียกว่าฟังก์ชั่นอุปทาน เมื่อนำ2ฟังก์ชั่นมาหาจุดสมดุล แก้สมการออกมาก็จะเป็นจุดพอเหมาะที่คนขายและคนซื้อต่างก็แฮปปี้ มีแฮง กันถ้วนหน้า(สำหรับคนที่สนใจเรื่องอุปสงค์-อุปทาน เข้าไปปรึกษาพี่วิกกี้ได้ที่นี่เลยครับ >>> อุปสงค์(บท)-อุป(ทน)ทาน)

ผมพิมพ์มาถึงตรงนี้ยอมรับสารภาพเลยว่า หิวข้าวมากๆ ดังนั้นจึงขอจบการอึ๊บentryนี้แบบหน้าด้านๆไว้เพียงเท่านี้ แต่เรื่องราวของคณิตศาสตร์ยังไม่จบ(อย่าพึ่งนับศพ เจ้าของบลอก ) ตอนต่อไปเรามาดูกันต่อว่าคณิตแสดดด ทำแป๊ะซะอะไรได้อีกมั่ง

หมายเห็ด - ถ้าใครอ่านแล้วสนุก(จะมีซักกี่คนวะเนี่ย) อยากรู้เรื่องเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ในแง่อื่นๆอีก ก็ทิ้งคอมเม้นต์ไว้ได้เลยครับ ถ้าพอจะเม้าท์สู่กันฟังได้ก็จะเมาท์ในentryต่อๆไปครับ

หมายเห็ด - ใครที่เกลียดแคลคูลัสเข้าไส้ คือ ขี้ออกมาก็รู้ว่าเป็นขี้ของคนเกลียดแคลคูลัส เดี๋ยวentryต่อๆไปจะเล่าถึงข้อดีและการประยุกต์ใช้แคลคูลัสให้อ่านนะครับ

หมายเห็ด - "มนุษย์เป็นผู้สร้างคณิตศาสตร์ และใช้มันเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ อย่างเป็นระบบ ระเบียบ" โดย รองศาสตราจารย์ ดร. ประภาศรี อัศวกุล